dfly's posts with tag: movie news
นิโคล คิดแมน กับภาพยนตร์มหากาพย์แฟนตาซีเรื่องใหม่ “The Golden Compass” ในบท “มิสซิสโคลเตอร์” ที่อาจทำให้เธอได้เจิดจรัสบนเวทีออสการ์อีกครั้ง เกี่ยวกับการแสดง ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง มีผู้กำกับเป็นศูนย์กลาง ในฐานะนักแสดง คุณต้องถามเขาว่าต้องการอะไร นั่นหมายถึงถ้าเขาต้องการให้คุณดูดี และสามารถทำให้คุณดูดีได้ ก็ต้องขอบคุณ แต่ถ้าเขาต้องการให้คุณดูโทรมสุดๆ ฉันก็ยินดีจะทำเช่นกัน ในการเป็นนักแสดง คุณต้องมีความบ้าในตัวอยู่บ้าง เพราะฉะนั้นเมื่อคนทั่วไปเจอตัวจริงของคุณและเห็นว่าคุณธรรมดามาก พวกเขาก็เลยแปลกใจ นักแสดงสมัยนี้มีอำนาจต่อรองสูงขึ้นมาก แต่ฉันไม่ ฉันไม่ค่อยได้ตัดสินใจอะไรเท่าไหร่ กระบวนการมันเปลี่ยนไป ฉันแค่พยายามเป็นนักแสดงที่ดี และตัวละครที่ดีเท่านั้น เกี่ยวกับความสวยความงาม ฉันหุ่นเหมือนผู้ชาย ฉันอยากมีส่วนโค้งส่วนเว้ามากกว่านี้ เพราะมันคงจะสวยดี ฉันอยากมีหน้าอกและสะโพกแบบ เจนนิเฟอร์ โลเปซ แต่ไม่ชอบการทำศัลยกรรม ก็เลยต้องทนหุ่นแบบนี้ต่อไป (หัวเราะ) อีกอย่างการแสดงความรู้สึกทางสีหน้าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักแสดง เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ทำโบท็อกซ์เด็ดขาด ฉันดูการทำโบท็อกซ์ในทีวีแล้วเห็นว่ามันทั้งเจ็บทั้งบวม ฉันเลยขยาด ความจริงผู้กำกับก็อนุญาตนักแสดงทำนะ แต่ฉันขอบายดีกว่า ฉันใช้วิธีดื่มน้ำเยอะๆ ทานผลไม้เยอะๆ และเล่นโยคะ เป็นการรักษาความอ่อนเยาว์แบบธรรมชาติ ทุกคนควรใช้วิธีนี้แทนที่จะไปทำศัลยกรรมนะ เกี่ยวกับการหย่าร้างจาก ทอม ครูซ การแยกทางกับคนรักเป็นเรื่องเจ็บปวด ช่วงนั้นฉันไม่อยากทำอะไรเลย อยากอยู่คนเดียว นอนตื่นขึ้นมาก็ไม่อยากลุกออกจากเตียง แต่ทำไมรู้มั้ย ลูกๆเดินมาหาฉันและถามว่า ‘แม่ฮะ ข้าวเช้าอยู่ไหน’ ฉันก็เลยต้องยันตัวลุกขึ้นมาทำกับข้าวให้ลูกกิน ลูกคือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของฉัน และทำให้ฉันรู้ว่าชีวิตต้องดำเนินต่อไป เกี่ยวกับความรักครั้งใหม่กับ คีธ เออร์แบน ความสัมพันธ์ของฉันกับคีธเป็นเหมือนคนเหงาๆสองคนมาเจอกันในช่วงเวลาที่เราพร้อมเปิดใจให้กันและกัน เราสองคนเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความกล้าและความกลัว เกี่ยวกับผลงานเรื่องใหม่ The Golden Compass ไอลีน ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Birth ที่ฉันแสดงไว้เมื่อสองสามปีก่อน คือคนแรกที่บอกฉันว่าหนังสือชุด His Dark Material ของฟิลลิป พูลแมน กำลังจะถูกสร้างเป็นหนัง และทีมงานอยากให้ฉันรับบทเป็นมิสซิสโคลเตอร์ ตัวร้ายของเรื่อง หลังจากนั้นฟิลลิปก็ส่งหนังสือมาให้ฉันกับลูกอ่าน เราชอบหนังสือชุดนี้มาก นั่นแหละคือจุดเริ่มต้น ฉันเป็นคนรักษาคำพูด ฉันบอกไอลีนว่า ได้เลย ฉันอยากร่วมงานกับคุณ แล้วจากนั้นประมาณ 5 ปีมั้ง ฉันก็ได้แสดงเสียที ตัวละครของฉันน่าสนใจมาก ไม่ค่อยมีใครเสนอบทแบบนี้ให้ฉัน ความจริงฉันก็ชอบแสดงเป็นตัวร้ายเหมือนกันนะ เกี่ยวกับการรับบทร้ายใน The Golden Compass ฉันเคยรับบททำนองนี้มาแล้วใน The Others ซึ่งก็ถือเป็นบทร้ายกลายๆ ฉันคิดว่าคุณไม่มีสิทธิ์ตัดสินการกระทำของตัวละคร และไม่ควรตัดสินตัวละครที่คุณแสดง ในฐานะนักแสดง คุณต้องแสดงออกมาจากข้างใน และพยายามหาแรงจูงใจของตัวละครให้เจอว่าทำไมเขาหรือเธอถึงคิดว่าสิ่งที่กำลังทำนั้นถูกต้อง โดยใช้ธรรมชาติมนุษย์เป็นตัวช่วย นั่นคือสิ่งสำคัญ เพราะมันมีผลต่อการแสดง 10 ข้อที่คุณ (อาจ) ยังไม่รู้เกี่ยวกับ นิโคล คิดแมน 1. สูง 177.5 เซนติเมตร 2. กลัวผีเสื้อ แต่ไม่กลัวแมงมุมและงู 3. แพ้สตอเบอรี่ 4. เป็นเพื่อนรักกับ นาโอมิ วัตต์ 5. ระดับไอคิวมากกว่า 132 6. เขียนเรื่องสั้นเป็นงานอดิเรก และหวังว่าจะได้ตีพิมพ์ในอนาคต 7. เป็นนักแสดงหญิงที่มีค่าตัวสูงสุดในฮอลลีวู้ด 8. ติดอันดับผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกจากการสำรวจของนิตยสาร People ทุกปี 9. เป็นทูตสันถวไมตรีของกองทุนเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ 10. ได้รับดาวบน Hollywood Walk of Fame เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2003

|  | ยังมีโลกอีกหลายใบในจักรวาล เข็มทิศทองคำจะช่วยนำทางท่านไป จากอมตะนิยายแฟนตาซียอดขาย 75 ล้านเล่มทั่วโลก สู่ปฐมบทแห่งมหึมาการผจญภัยที่ทุกจักรวาลต้องจารึก ภาพยนตร์ทุนสร้าง 5,000 ล้านบาท จากทีมสร้าง The Lord of the Rings
ประเภท แฟนตาซี, ผจญภัย อำนวยการสร้าง โรเบิร์ท เชย์ (The Lord of the Rings ทั้ง 3 ภาค) นำแสดง ดาโกต้า บลู ริชาร์ดส์, แดเนียล เคร็ก (Casino Royale), นิโคล คิดแมน (Moulin Rouge), เอวา กรีน (Casino Royale) กำหนดฉาย 5 ธันวาคม 2007 จัดจำหน่าย มงคลเมเจอร์ Official Site http://thegoldencompassmovie.com สารจากผู้กำกับ คริส ไวซ์
การเดินทางของไลรา เด็กหญิงผู้เป็นศูนย์กลางของ The Golden Compass เริ่มต้นขึ้นที่อ๊อกซ์ฟอร์ด ก่อนไปไกลถึงสุดขอบโลก ส่วนการเดินทางของผมกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เริ่มต้นขึ้นที่ลอนดอน เมื่อ 7 ปีก่อน ตอนนั้นผมอยู่ระหว่างการกำกับภาพยนตร์เรื่อง About a Boy และเพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้อ่านหนังสือชุด “ธุลีปริศนา” ของฟิลลิป พูลแมน
เมื่อได้อ่าน ผมก็รู้ทันทีว่าผมต้องการดัดแปลงหนังสือชุดนี้เป็นภาพยนตร์ ผมรู้สึกทึ่งกับจินตนาการ, ความกล้าหาญ และความชาญฉลาดของหนังสือ พูลแมนสามารถผสานเรื่องราวในชีวิตประจำวันเข้ากับเรื่องเหนือธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน หนังสือทั้งสามภาคของเขากล่าวถึงอิสรภาพและศักยภาพของจิตวิญญาณมนุษย์ The Golden Compass ซึ่งเป็นภาคแรกของนิยายไตรภาคชุดนี้ มีทุกอย่างที่นักทำหนังต้องการ ทั้งเรื่องราวที่น่าติดตาม, ตัวละครที่มีเสน่ห์, ความลึกซึ้งทางจิตวิทยาและปรัชญา และความลึกลับที่เป็นหัวใจของเรื่อง สำหรับผม นี่คือความท้าทายครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
เป็นเรื่องยากในการนั่งดูคนอื่นนำงานของคุณไปดัดแปลงเป็นสื่ออื่น ซึ่งในจุดนี้ผมเป็นหนี้คุณพูลแมนที่ไว้ใจมอบผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของศตวรรษที่ 20 ให้ผมนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ทั้งยังคอยให้ความสนับสนุนและคำแนะนำตลอดกระบวนการสร้าง
ผมต้องขอบคุณ New Line Cinema เป็นอย่างมากที่ให้โอกาสผมสร้าง The Golden Compass และไว้ใจผมตลอดกระบวนการสร้างที่ยาวนาน รวมทั้งช่วยรวบรวมนักแสดงและทีมงานระดับแถวหน้าของวงการ ผมเป็นเพียงทีมงานคนหนึ่งที่ทำงานโดยได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ ผมรู้สึกประทับใจในความพยายาม ความทุ่มเท และความสร้างสรรค์ ที่ทุกคนมอบให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ สำหรับพวกเรา การอุทิศเวลาในชีวิตให้กับภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แม้มันจะกินเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ก็เป็นงานหนักที่เรารักจะทำ
เรื่องราวใน The Golden Compass
ในโลกคู่ขนานที่มนุษย์มีวิญญาณเป็นสัตว์ภูติ… เด็กหญิงคนหนึ่งคือผู้ที่จะเปิดประตูสู่โลกใบอื่นๆในจักวาล... ไลรา เบลลัคควา (ดาโกต้า บลู ริชาร์ด) อายุแค่ 12 ขวบ แต่เธอก็รู้ว่าการทำตามสิ่งที่คนบอกกับทำตามใจตัวเองนั้นให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันเหลือเกิน ไลราเป็นเด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่ในมหาวิทยาลัยจอร์แดนในเขตอ๊อกซ์ฟอร์ด โลกของเธอคือโลกใบหนึ่งที่ลอยคู่ขนานกับโลกใบอื่นในจักรวาล เราไม่อาจมองเห็น ไม่อาจสัมผัสมันได้ และโลกของเธอก็มีความแตกต่างมากมายจากโลกของเรา
แต่ไลราไม่เคยอยู่เพียงลำพัง เธอไปไหนมาไหนกับสัตว์ภูติประจำกายนาม “แพนทาไลมอน” เสมอ ในโลกใบอื่น จิตวิญญาณของมนุษย์อยู่ภายในร่างกาย เราไม่อาจมองเห็นหรือได้ยินเสียงมัน แต่ในโลกของไลรา สัตว์ภูติคือวิญญาณของมนุษย์ที่จะติดตามเจ้าของไปทุกหนแห่งตลอดชีวิต
แต่โลกของไลรากำลังเปลี่ยนแปลง องค์กรการปกครองสูงสุดที่เรียกว่า “ศาสนจักร” เข้มงวดกับประชาชนมากขึ้น งานลึกลับของศาสนจักร นำมาซึ่งการลักพาตัวเด็กโดยกลุ่มคนลึกลับฉายา “ตัวกินเด็ก” ชนเผ่านักเดินเรืออย่าง “พวกยิปซี” ก็สูญเสียเด็กให้กลุ่มคนลึกลับนี้เช่นกัน พวกเขาลือกันว่าเด็กๆถูกจับตัวไปทำการทดลองบางอย่างที่ดินแดนตอนเหนือ
เมื่อ โรเจอร์ (เบน วอลเกอร์) เพื่อนรักหายตัวไป ไลราก็สาบานว่าจะต้องออกเดินทางเพื่อไปช่วยชีวิตเขาให้ได้ แม้ว่าสถานที่นั้นจะอยู่ไกลถึงสุดขอบโลกก็ตาม
ลอร์ดแอสเรียล (แดเนียล เคร็ก) คุณลุงนักเดินทางผู้องอาจและน่าเกรงขามของไลรา ก็วางแผนจะออกเดินทางไปยังตอนเหนือเช่นกัน แต่จุดประสงค์ของเขาคือควบคุมพลังของ “ผงธุลี” ปรากฏการณ์ลึกลับที่เขาเชื่อว่ามีอยู่ในแสงเหนือเบื้องบนผืนน้ำแข็งที่ดินแดนอันไกลโพ้นนั้น
ไลราอยากติดตามลอร์ดแอสเรียลไปด้วย แต่เขาปฏิเสธ เธอจึงคว้าโอกาสที่สองเอาไว้ เมื่อมิสซิสโคลเตอร์ (นิโคล คิดแมน) เดินทางจากในเมืองมาเยี่ยมมหาวิทยาลัยจอร์แดนในฐานะแขกของสถาบัน มิสซิสโคลเตอร์คือนักวิทยาศาสตร์และนักเดินทางที่พาไลราออกจากมหาวิทยาลัยจอร์แดนโดยสัญญาว่าจะพาเธอไปผจญภัยที่ลอนดอนและโลกกว้าง
ก่อนออกจากวิทยาลัย ท่านคณบดีได้มอบเครื่องมือเก่าแก่ชิ้นหนึ่งชื่อว่า “อลิธีอามิเตอร์” ให้กับไลรา โดยบอกว่ามันคือเครื่องมือบอกความจริงที่สามารถตอบคำถามทุกคำถามได้ หากผู้ครอบครองรู้วิธีใช้
ในโลกของไลรา มีตำนานบทหนึ่งกล่าวถึงเด็กน้อยผู้ขีดชะตาโลก เป็นเด็กผู้หญิงที่ดำเนินชีวิตตามความปรารถนาของตนเอง และจะมีบทบาทสำคัญในสงครามเบื้องหน้า ไลราเองกำลังจะออกเดินทางไปช่วยเพื่อนรัก และเธออาจเป็นเด็กผู้หญิงในตำนานคนนั้น
ด้วยความช่วยเหลือจากชนเผ่ายิปซี, แม่มดลึกลับ, หมีสวมเกราะ และนักบินจากเท็กซัส ออกเดินทางผจญภัยข้ามน้ำข้ามทะเล ผ่านผืนน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ สู่ความลึกลับแห่งจิตวิญญาณมนุษย์
สงครามครั้งใหญ่กำลังจะปะทุ สงครามที่จะนำหายนะมาสู่โลกของไลรา และโลกคู่ขนานอื่นๆที่อยู่ถัดออกไปในแสงเหนือ ไลราต้องใช้ความสามารถและความกล้าหาญทั้งหมดที่มีเพื่อหยุดมัน
ดัดแปลง The Golden Compass ผู้กำกับ / มือเขียนบท คริส ไวซ์ ได้อ่านผลงานเรื่องเยี่ยมเจ้าของรางวัลทรงเกียรติของ ฟิลลิป พูลแมน ครั้งแรกขณะกำกับภาพยนตร์เรื่อง About a Boy ที่ได้เข้าชิงออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนั้น “เพื่อนเล่าให้ผมฟังถึงนิยายแฟนตาซีไตรภาคเรื่องเยี่ยมของอังกฤษที่เป็นวรรณกรรมเยาวชนแต่ความจริงเขียนขึ้นเพื่อผู้ใหญ่” ไวซ์เล่า “ผมทึ่งในจินตนาการ, ความกล้าหาญ, ความทะเยอทะยาน, ความชาญฉลาด และความลึกซึ้งทางปรัชญาของหนังสือ จนแทบจะลืมเล่มก่อนๆที่เคยอ่านไปเลยล่ะ”
ไวซ์นัดประชุมกับ New Line Cinema เพื่ออธิบายภาพในใจว่าเขาอยากให้หนังออกมาเป็นอย่างไร และอุทิศเวลา 3 ปี ให้กับการถ่ายทอดจินตนาการนั้นสู่จอภาพยนตร์ “หนังสือเล่มนี้มีทุกอย่างที่นักทำหนังสนใจ ทั้งเรื่องราวที่น่าติดตาม, ตัวละครที่มีเสน่ห์, ความลึกซึ้งทางจิตวิทยาและปรัชญา, ความลึกลับ และโอกาสที่จะได้สร้างหนังสวยๆ” ไวซ์อธิบาย “มันเป็นเรื่องราวที่น่าตื่นตาตื่นใจ เกี่ยวกับสิ่งสำคัญทั้งหลาย เช่น จิตวิญญาณมนุษย์, ความจงรักภักดี, ความเอื้ออาทร และอิสรภาพ ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ คุณต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด และผมรักทุกอย่างของหนังเรื่องนี้”
คริส ไวซ์ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในเครือ “อ๊อกซ์บริดจ์” เช่นเดียวกับพูลแมน เขาเรียนที่วิทยาลัยทรินิตี้ของแคมบริดจ์ และได้ศึกษาวรรณคดีสมัยศตวรรษที่ 17 ที่นั่น ตอนนั้นเองที่ไวซ์เริ่มชอบผลงานของ จอห์น มิลตัน (นักเขียนสมัยศตวรรษที่ 17) ซึ่งหนังสือชุด “ธุลีปริศนา” ของ ฟิลลิป พูลแมน ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของมิลตัน โดยเรื่องราวของผงธุลีมาจากส่วนหนึ่งของหนังสือเรื่อง Paradise Lost, Book II ของมิลตันนั่นเอง
ผู้อำนวยการสร้าง เด็บบราห์ ฟอร์เต้ ได้อ่านหนังสือเรื่อง The Golden Compass (หรือใช้ชื่อ Northern Light ในอังกฤษ) เมื่อ 11 ปีก่อน ในรูปของต้นฉบับก่อนตีพิมพ์ และตามซื้อลิขสิทธิ์จาก Scholastic Media ทันที “ตอนนั้นฉันคิดว่านักเขียนคนนี้เก่งมาก และไม่ว่าเขาจะเขียนเรื่องอะไร ฉันก็อยากจะติดตาม” ฟอร์เต้เล่า “The Golden Compass ไม่ใช่นิยายแฟนตาซี และไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ทั่วไป เมื่ออ่านหนังสือ คุณจะรู้ว่ามันคือโลกอีกโลกหนึ่ง แต่ก็ยังเห็นความเชื่อมโยงกับโลกของเราอยู่”
หนังสือชุด His Dark Material (ธุลีปริศนา) ของฟิลลิป พูลแมน ประกอบด้วย 3 ภาคด้วยกัน ได้แก่ The Golden Compass (มหันตภัยขั้วโลกเหนือ), The Subtle Night (มีดนิรมิต) และ The Amber Spyglass (สู่เส้นทางมรณะ) หนังสือชุดนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม โดยมียอดพิมพ์เป็นประวัติการณ์และมียอดขาย 75 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลก ที่สำคัญมันยังโกยรางวัลหนังสือดีมาแล้วมากมาย รวมถึงรางวัล Whitebread อันทรงเกียรติที่ไม่เคยมีวรรณกรรมเยาวชนเล่มใดเคยได้รับมาก่อน
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร ไอลีน เมเซล แห่ง New Line Cinema ได้อ่านหนังสือชุดนี้ และพบว่าเพื่อนๆหลายคนของเธอก็ติดตามโลกของไลราเช่นกัน “มันคือการเดินทางสำรวจตัวตนของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง และความเข้าใจคุณค่าของอิสรภาพ” เมเซลบรรยาย “โดยมีฉากหลังเป็นโลกแฟนตาซีที่มีบางส่วนสอดคล้องกับโลกแห่งความจริง นั่นคือมุมมองของเรา ที่น่าตื่นเต้นคือไลราทำสิ่งที่เราหวังอยากจะมีความสามารถและความกล้าหาญพอจะทำบ้าง และฉันคิดว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงและเชื่อถือเธอ”
และแล้วเจ้าของต้นฉบับกับผู้ดัดแปลงก็ได้โคจรมาพบกัน “คริส ไวซ์ ฉลาดและรอบคอบมาก” โทบี้ เอ็มเมอริช ผู้อำนวยการสร้างบริหารและประธานฝ่ายงานสร้างแห่ง New Line Cinema กล่าว “เขามีทั้งความเป็นมนุษย์และศิลปิน และมีสัญชาติญาณการทำหนังเพื่อความบันเทิง เราโชคดีมากที่ได้คริสมากำกับ และมั่นใจว่าเขาสามารถสร้างภาพยนตร์ที่น่าติดตามและน่าตื่นเต้นได้”
“ทีมงานเตรียมตัวกันมาอย่างดี ทุกฝ่ายและทุกคนที่มีส่วนในหนังเรื่องนี้เข้าใจหนังสือต้นฉบับเป็นอย่างดี” ผู้อำนวยการสร้างฟอร์เต้กล่าว “ฉันดีใจมาก พวกเขามีภาพของเรื่องราวในจินตนาการอยู่แล้ว แค่นำมันมาผสมกับมโนภาพของผู้กำกับเท่านั้น เพราะฉะนั้นทุกอย่างก็เลยลงตัวเมื่อได้คริสมากำกับ”
ไวซ์, ฟอร์เต้ และทีมงานคนอื่นๆ ค้นพบความผูกพันและความมุ่งมั่นในงานของฟิลลิป พูลแมน “ผมกำลังดัดแปลงงานของ ฟิลลิป พูลแมน เพราะฉะนั้นถึงมันจะมีความกดดันอยู่บ้าง แต่ผมก็มีความตั้งใจจริงที่จะรักษาจิตวิญญาณของจินตนาการและโลกที่เขาสร้างขึ้น”
“ผมทำส่วนของผมเสร็จแล้ว” พูลแมนกล่าว “ผมส่งต่อให้คริสและทีมงานนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ผมไม่เคยไว้ใจให้ใครเอาหนังสือผมไปดัดแปลง แต่ครั้งนี้ผมเชื่อว่าผลงานของผมอยู่ในมือคนที่เหมาะสม”
ไวซ์ประชุมกับพูลแมนบ่อยๆเพื่อปรึกษากันเรื่องการพัฒนาบทตลอดจนงานสร้าง ไวซ์ยังนั่งเรือขึ้นเหนือกว่า 1,000 ไมล์ไปสวาลบาร์ด และออสโล ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของเรื่องด้วย และปักหลักเขียนบทดัดแปลงส่วนใหญ่ที่นั่น
“ผมเชื่อในศักยภาพของภาพยนตร์เรื่องนี้ทันทีที่คริสส่งบทร่างที่ 2 จำนวน 156 หน้ามาให้อ่านเมื่อครึ่งปีที่แล้ว” ผู้อำนวยการสร้างบริหาร แอนดรูว์ มีอาโน ฟื้นความจำ “เขาเทจิตวิญญาณเข้าไปในบทด้วยความศรัทธาในโลกทีพูลแมนสร้าง” ผู้อำนวยการสร้าง บิล คาราโร กล่าวเสริม “คริส ไวซ์ ดัดแปลงหนังสือได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังทุ่มเทและมีความตั้งใจจริงในการกำกับ การที่เขาเขียนบทเองด้วยช่วยให้ทุกคนในกองถ่ายทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น เพราะเขาสามารถโฟกัสองค์ประกอบสำคัญต่างๆได้เท่าๆกัน ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบงานสร้าง, การประสานงานคิวยู๊ หรือเทคนิคพิเศษ”
แน่นอนว่า The Golden Compass คือภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่มีทิวทิศน์ตระการตา, ตัวละครหลากหลาย และเทคนิคภาพล้ำสมัย แต่สำหรับไวซ์ปัจจัยหลักของการดัดแปลงหนังสือเป็นภาพยนตร์คือการให้ความเคารพเรื่องราวต้นฉบับ “ความมหัศจรรย์ของหนังสืออยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครมากพอๆกับความน่าตื่นตา” ไวซ์กล่าว “แม้มันจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกคู่ขนาน แต่ความจริงมันพูดถึงโลกของเรา ทั้งชีวิตของเด็ก, ของพ่อแม่ และของคนในสังคม และถึงแม้ตัวละครหลักจะเป็นเด็กผู้หญิง แต่เรื่องราวไม่ได้เด็กหรือไร้สาระเลย มันมีความเป็นมนุษย์อยู่เต็มเปี่ยมทั้งทางด้านอารมณ์ของตัวละคร และความแตกต่างระหว่างสองโลกที่คนต้องข้ามผ่านไปให้ได้”
โทบี้ เอ็มเมอริช ประธานฝ่ายงานสร้างแห่ง New Line Cinema กล่าวเสริมว่า “ตอนที่อ่านหนังสือ ผมรู้สึกตกหลุมรักความสัมพันธ์ระหว่างไลราและยอริกซึ่งเป็นหมีสวมเกราะ คริสรู้ดีถึงประเด็นนี้จึงผสานการแสดงที่ยอดเยี่ยมของ ดาโกต้า บลู ริชาร์ดส์ เข้ากับเทคนิคทางคอมพิวเตอร์อย่างไร้ที่ติ มันเป็นความสัมพันธ์เฉพาะในโลกของไลรา แต่ก็ยังมีความเป็นมนุษย์และความสะเทือนอารมณ์อยู่”
เรื่องราวและนักแสดงในโลกแห่งเข็มทิศทองคำ
หนังเล่าเรื่องราวของ “ไลรา เบลลัคควา” เด็กหญิงวัย 12 ขวบคนหนึ่งที่ฉลาดเกินวัย นิสัยอยากรู้อยากเห็นและดื้อรั้นของเธอได้เปิดประตูสู่ความลึกลับเบื้องบนที่ทำให้ชะตาโลกของเธอพลิกผัน ไลราเป็นเด็กกำพร้า เธอได้รับการเลี้ยงดูจากคณบดีวิทยาลัยจอร์แดนในเขตอ๊อกซ์ฟอร์ด (แจ๊ค เชปเพิร์ด) และมีเพื่อนรักเป็นเด็กในครัวชื่อ “โรเจอร์” (เบน วอลเกอร์) “The Golden Compass พูดถึงจิตวิญญาณเสรีและทางเลือกอิสระ และไลราคือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบ” ผู้อำนวยการสร้างบริหาร มาร์ค โอเดสกี้ กล่าว “ไลราใช้เวลาแต่ละวันทำกิจกรรมต่างๆของตัวเองโดยไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจของเธอจะเป็นตัวกำหนดชะตาทั้งโลกที่เธออยู่และโลกคู่ขนาน แต่เป็นเด็กที่หัวแข็ง เอาแต่ใจ และฉลาดเกินวัย”
ในการค้นหาเด็กที่เหมาะสมกับบทสำคัญอย่าง “ไลรา” ฝ่ายคัดตัวนักแสดง ฟิโอน่า เวียร์ และ ลูซี่ บีแวน ได้ตระเวนไปทั่วอังกฤษและพิจารณาเด็กผู้หญิงกว่า 10,000 คน “เราจัดการทดสอบบทขึ้นในหลายเมือง” ผู้อำนวยการสร้าง บิล คาร์ราโร เล่า “มีเด็กผู้หญิงหลายพันคนที่มีบุคลิกดีและดูกล้าหาญเข้ามาทดสอบบท เราพยายามคัดพวกเธอให้เหลือแค่คนที่โดดเด่นจริงๆ จนในที่สุด เราก็ได้พบกับไลราของเรา ซึ่งเหมือนกับเธอเกิดมาเพื่อรับบทนี้”
นักแสดงเด็กหญิงที่โดดเด่นกว่าคนอื่นๆก็คือ ดาโกต้า บลู ริชาร์ด “ดาโกต้ามีความพิเศษที่ทำให้คุณสะดุดตา” ผู้กำกับ คริส ไวซ์ กล่าว “ผมนั่งดูเทปแล้วเห็นเด็กผู้หญิงท่าทางเหมือนเด็กจรจัดคนนี้ที่ผมกระเซิงเหมือนไม่ได้หวี แต่มีบางอย่างที่แข็งแกร่งและน่าสนใจในตัวเธอ”
“ดาโกต้าเป็นเด็กผู้หญิงที่ไม่ธรรมดา” ผู้อำนวยการสร้างฟอร์เต้กล่าว “เธออายุแค่ 12 ขวบ และไม่เคยแสดงอะไรมาก่อน แต่พออยู่หน้ากล้อง เธอก็ถ่ายทอดความฉลาดและความสดใหม่ พร้อมความซนหน่อยๆออกมา ซึ่งเหมาะกับบทไลรา แม้แต่ฟิลลิป พูลแมน เจ้าของนิยาย เมื่อทีมงานส่งเทปไปให้ดู ก็ยังชี้ว่าดาโกต้าคือเด็กที่เหมาะสมที่สุด”
พูลแมนเสริมว่า “ผมดีใจที่ได้ ดาโกต้า บลู ริชาร์ดส์ มารับบทเป็น ไลรา ตอนที่ดูเทปการทดสอบของเธอ ผมก็รู้เลยว่าทีมงานไม่ต้องหาใครแล้ว เธอมีคุณสมบัติทุกอย่างสำหรับตัวละครที่ซับซ้อนตัวนี้”
ดาโกต้า บลู ริชาร์ดส์ เคยอ่านหนังสือชุดนี้และเคยดู The Golden Compass ฉบับละครเวทีมาแล้ว เธอก็เลยรีบตะครุบโอกาสที่จะได้แสดงเป็นตัวละครที่ชื่นชอบ ดาโกต้าชื่นชมความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวของไลราเป็นพิเศษ “เพราะไม่มีพ่อแม่ ไลราก็เลยคิดว่าไม่มีใครสามารถสั่งให้เธอทำนู่นทำนี่ได้ และเธอไม่เคยทำตามคำสั่งของใคร” ดาโกต้ากล่าว “เธอทำสิ่งที่คนอื่นกลัว เช่น ปีนหลังคาวิทยาลัยจอร์แดน และมีเรื่องกับคนอื่น เธอชอบอวดว่าตัวเองเก่งกว่าใครๆ เพราะเธอกล้ากว่าและฉลาดกว่า หรือถ้าไม่มีเรื่องโม้ เธอก็จะกุเรื่องขึ้นมาเอง”
ไลรามีคู่หูที่จะติดตามเธอไปทุกหนทุกแห่งตลอดชีวิตเป็นสัตว์ภูติประจำกายชื่อ “แพนทาไลม่อน” ซึ่ง ฟิลลิป พูลแมน อธิบายเรื่องสัตว์ภูติว่า “สัตว์ภูติก็คือมนุษย์นั่นแหละ ทั้งคู่เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ไม่แยกจากกัน เพราะฉะนั้นถ้าภูติของคุณเป็นแมว แมวตัวจริงจะมองภูติของคุณเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แมวด้วยกัน”
ตลอดการเดินทาง ไลราได้รับความแข็งแกร่ง ความช่วยเหลือ และบางครั้งก็คำตักเตือนจากแพน “ผมว่ามันเป้นไอเดียที่น่าสนใจดีนะ ที่คุณจะได้พูดคุยกับจิตวิญญาณของตัวเองไปตลอดชีวิต” ผู้กำกับ คริส ไวซ์ กล่าว
แต่แล้วชีวิตของไลราก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อเธอได้พบกับมิสซิสโคลเตอร์ กุลสตรีแสนสวย เจ้าหน้าที่ชั้นสูงของศาสนจักร ที่เดินทางมาเยือนวิทยาลัยจอร์แดนเพื่อประชุมงาน มิสซิสโคลเตอร์เป็นนักวิชาการและนักสำรวจ ซึ่งเป็นทุกอย่างที่ไลราหวังจะเป็นสักวัน ผมว่ามีไม่กี่คนในโลกที่จะแสดงบทนี้ได้อย่างน่าเชื่อถือ” ผู้กำกับ คริส ไวซ์ กล่าว “ผมเชื่อว่า นิโคล คิดแมน คือบุคคลที่ทางฝั่งครีเอทีฟต้องการให้มารับบทมิสซิสโคลเตอร์”
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร เมเซล เคยร่วมงานกับคิดแมนมาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง Birth และจำได้ว่าพูลแมนเคยส่งนิยายชุดนี้ของเขาพร้อมลายเซ็นไปให้คิดแมนและครอบครัว “นิโคลเข้าใจตัวละครมิสซิสโคลเตอร์ทันที” เมเซลเล่า “เธอเข้าใจอำนาจและพลังดึงดูดของตัวละคร รวมทั้งเข้าใจความเปราะบางของตัวละครด้วย”
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร มิอาโน เสริมว่า “นิโคลเป็นนักแสดงคนเดียวที่เราคุยให้มารับบทนี้ ผมเชื่อว่า ฟิลลิป พูลแมน เองก็อยากให้เธอมารับบทนี้มาหลายปีแล้ว บทหนังของคริสก็เลยถูกส่งไปให้นิโคลเป็นคนแรก เราไม่ได้คุยกับนักแสดงคนอื่นเลยเพราะเธอเป็นตัวเลือกเดียว โชคดีที่เธอสนใจในโปรเจ็คต์นี้เหมือนกัน”
นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ นิโคล คิดแมน เข้าใจดีถึงความซับซ้อนของตัวละคร มาริสา โคลเตอร์ ที่ปกปิดความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างตนเองกับไลราตั้งแต่หนูน้อยยังแบเบาะ “ตัวละครที่ฉันเคยแสดงหลายตัวทำเรื่องร้ายๆ” คิดแมนกล่าว “คุณไม่ควรตัดสินตัวละครที่คุณแสดง คุณต้องแสดงออกมาจากข้างในและพยายามหาแรงจูงใจว่าทำไมเธอถึงคิดว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง และหาทางทำให้ตัวละครมีชีวิตเหมือนคนจริง”
“ระหว่างมิสซิสโคลเตอร์และไลราคือความสัมพันธ์เฉพาะ” คริส ไวซ์ กล่าว “แรงดึงดูดและเสน่ห์ของมิสซิสโคลเตอร์ทำให้ไลราหลงใหล แต่ยังมีแง่มุมอื่นที่หนูน้อยจะค้นพบทีหลัง นิโคลใส่ประสบการณ์ ความเห็นใจ ความฉลาด และความเข้าใจลงไปในบท และรูปแบบการแสดงของเธอเข้ากันได้ดีมากกับการแสดงตามสัญชาติญาณและเป็นธรรมชาติของดาโกต้า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แม้จะซับซ้อน แต่ก็ถ่ายทอดออกมาได้ไร้ที่ติหน้ากล้อง”
มิสซิสโคลเตอร์ทำงานให้ศาสนจักร รัฐบาลมหาอำนาจที่ต้องการควบคุมประชาชนในโลกของไลรา “ทุกสังคมมีความตึงเครียดระหว่างความเกรงกลัวและความกังขาต่ออำนาจทางการเมืองที่เกิดขึ้นทันทีที่มีโครงสร้างมนุษย์” ฟิลลิป พูลแมน กล่าว “เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดองค์กรมนุษย์ขึ้น ก็จะมีบุคคลที่มีอำนาจ ซึ่งจะใช้อำนาจนั้นกับบุคคลอื่น แล้วก็จะมีบุคคลที่ถูกอำนาจนั้นกดขี่ รวมถึงบุคคลที่อยากจะมีอำนาจนั้นด้วย โครงสร้างเหล่านี้ดำเนินสวนทางกับแรงกระตุ้นตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์และความสุขในการมีชีวิตและการเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล”
คนที่มองหารอยรั่วในโครงสร้างนี้ก็คือ ลอร์ดแอสเรียล ลุงผู้น่าเกรงขามและลึกลับของไลรา ซึ่งรับบทโดย แดเนียล เคร็ก หรือเจมส์ บอนด์ คนล่าสุดจาก Casino Royale เคร็กที่เป็นแฟนหนังสือชุดนี้มานานรีบตอบตกลงรับบทลอร์ดแอสเรียลทันที “เขาเป็นนักสำรวจและนักวิทยาศาสตร์” เคร็ก อธิบาย “เขามีภารกิจต้องทำ ซึ่งเขาคิดว่ามันสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา และอาจสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์โลกของเขา เพราะเขาได้ค้นพบจุดเชื่อมต่อระหว่างโลก และเชื่อว่ามีโลกใบอื่นอีกเป็นล้านๆใบอยู่ในจักรวาล ซึ่งทุกคนสามารถข้ามไปยังอีกโลกหนึ่งได้หากรู้วิธี ซึ่งเขาต้องการออกไปค้นหาว่ามันคืออะไรกันแน่ และนั่นขัดกับความประสงค์ของศาสนจักร”
เช่นเดียวกับมิสซิสโคลเตอร์ ความสัมพันธ์ระหว่างลอร์ดแอสเรียลกับไลราคือแก่นที่หล่อหลอมตัวตนของหนูน้อย “ไลราก็อยากมีพ่อแม่เหมือนเด็กคนอื่น และวิธีการที่ลอร์ดแอสเรียลปฏิบัติต่อเธอได้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นบุคคลที่น่าทึ่ง” เคร็กอธิบาย “เขาแข็งกร้าวกับไลรามาก แต่นั่นเป็นทางเดียว เพราะเขาต้องการให้เธอโตมากร้าวแกร่งเหมือนเขา ไลราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากออกไปผจญโลกภายนอกด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นมิตรภาพและความสัมพันธ์จึงกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมทุกคนถึงยึดติดกับสิ่งเหล่านี้ และความกล้าหาญกับความเด็ดเดี่ยวจะแสดงออกมาในท้ายสุดเสมอ”
“แดเนียลมีทั้งความแข็งแกร่ง ความกล้าหาญ และความน่ากลัว แต่ก็เป็นความน่ากลัวที่อ่อนไหว” ผู้อำนวยการสร้างบริหารเมเซลกล่าว “เขาไม่ได้ปฎิบัติต่อไลราดีเป็นพิเศษ แต่คุณก็เข้าใจว่าเขามีสิ่งที่สำคัญกว่านั้นต้องทำและชื่นชมการกระทำของเขา ความจริงการแสดงที่ยอดเยี่ยมของแดเนียลและนิโคลทำให้คุณเข้าใจว่าทำไมตัวละครทั้งคู่ถึงทำแบบนั้น คุณจะไม่รู้สึกต่อต้านเขา นั่นคือความสำเร็จที่ไม่น่าเชื่อ”
จากคำบอกเล่าของลอร์ดแอสเรียล ไลราได้รู้เรื่องปรากฏการณ์แดนเหนือที่เขาไปสำรวจเป็นครั้งแรก นั่นก็คือ เรื่องราวของ “ผงธุลี” “ไลราไม่เคยรู้เพราะไม่มีใครบอกเธอ” ดาโกต้าอธิบาย “เหมือนกับมันเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อยากให้เธอรู้ เพราะฉะนั้นเธอจึงอยากค้นหาความจริงเท่าที่จะทำได้ เมื่อไลราพูดเรื่องนี้กับมิสซิสโคลเตอร์ เธอมีท่าทางกลัวเล็กน้อย ซึ่งไลราไม่เข้าใจ เพราะในเมื่อลุงของเธอพูดถึงมันอย่างเปิดเผย แต่ทำไมทุกคนถึงดูเหมือนไม่อยากพูดถึงมันกันเลย”
เมื่อคนทุกกลุ่มมารวมตัวกันที่แดนเหนือที่ซึ่งการผจญภัยของไลราสิ้นสุดลง จากที่เคยเป็นความลับและเรื่องต้องห้าม ผงธุลีก็กลายเป็นคำถามสำคัญของการเดินทางของไลรา “ผมจินตนาการว่ามีความเชื่อมโยงบางอย่างกับสสารลึกลับนี้ที่เรียกว่า ‘ธุลีปริศนา’” ฟิลลิป พูลแมน อธิบาย “นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้แน่ชัดว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่ธุลีปริศนาเป็นคำที่ชวนสงสัย และเพราะมันเข้ากันดีกับประโยคหนึ่งของหนังสือ Paradise Lost ผมก็เลยเชื่อมโยงมันเข้าด้วยกัน”
เมื่อมิสซิสโคลเตอร์พาไปลอนดอน ไลราได้พกเครื่องมือโบราณชิ้นหนึ่งที่คณบดีวิทยาลัยจอร์แดน (แจ๊ค เชปเพิร์ด) มอบให้ไปด้วย นั่นก็คือ “เข็มทิศทองคำ” หรืออลิธีอามิเตอร์ เครื่องมือรูปร่างคล้ายเข็มทิศที่สามารถบอกความจริงแก่ผู้ครอบครองได้ “เข็มทิศนี้เป็นผู้ช่วยของไลรา” ดาโกต้าอธิบาย “มันช่วยบอกว่าตอนนี้ควรทำอะไรและไปทางไหนเมื่อคุณหลงทาง แต่หนูคิดว่ามันมีชีวิตเพราะถึงมันจะตอบคำถามคุณ มันก็ไม่ได้บอกทุกอย่างที่คุณอยากรู้ หนูว่ามันรู้ว่าควรหยุดตอนไหนเพราะมันจะบอกแค่สิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เท่านั้น”
“ไลรามีพรสวรรค์ในการอ่านเข็มทิศทองคำ” ผู้อำนวยการสร้างบริหารออร์เดสกี้กล่าว “ในการใช้เข็มทิศ ไลราต้องเค้นสติปัญญาของตนเองที่ยังอยู่ในช่วงพัฒนาเพราะยังเป็นเด็ก เธออ่านเข็มทิศด้วยความไร้เดียงสาตลอดทั้งเรื่อง เพราะมีความจริงบางอย่างที่เธอยังไม่พร้อมที่จะรู้”
แม้จะมองมิสซิสโคลเตอร์เป็นเหมือนอาจารย์ แต่ไลราก็กลัวจับใจเมื่อได้รู้ว่ามิสซิสโคลเตอร์เป็นผู้นำกลุ่มตัวกินเด็กที่ลักพาตัวเด็กๆไปทำการทดลองลับที่โบลแวงการ์ “พวกตัวร้ายคิดว่าการทดลองเหล่านี้ดีสำหรับตัวเด็ก” ไวซ์ออกความเห็น “ซึ่งนั่นร้ายแรงกว่าอาชญากรรมใดๆ และสำหรับไลรา การได้รู้ว่าผู้หญิงที่เธอชื่นชมมีส่วนในการลักพาตัวเพื่อนรัก ทำให้เธอพูดไม่ออก”
ความจริงทำให้เธอตกใจมาก ไลราหนีออกจากบ้านมิสซิสโคลเตอร์และได้พบกับชนเผ่ายิปซีก่อนที่พวกตัวกินเด็กจะหาเธอเจอ “ชนเผ่าแห่งท้องน้ำจับตาดูไลรามานานแล้ว และเมื่อเธอตกอยู่ในอันตราย พวกเขาก็เข้ามาช่วย และพาเธอเดินทางไปแดนเหนือด้วยกัน” จิม คาร์เตอร์ ผู้รับบท จอห์น ฟา ราชายิปซี กล่าว
แม้จะไม่รู้บทบาทของตัวเองที่มีต่อชะตาโลก แต่ไลราก็รวบรวมพันธมิตร 3 คน เพื่อเดินทางไปช่วยเด็กๆจากแผนการร้ายของศาสนจักร คนแรกคือ เซราฟิน่า เพคคาล่า (เอวา กรีน) ราชินีแม่มดแห่งทะเลสาบเอนาร่า ที่เป็นคนบอกไลราว่าเธอมีบทบาทสำคัญในสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น “เซราฟิน่าไม่เหมือนแม่มดที่คุณคุ้นเคย” เอวา กรีน จาก Casino Royale และ Kingdom of Heave ผู้รับบทนี้อธิบาย “เธอมีความเป็นแม่ และดูแลปกป้องไลราเป็นอย่างดี บทนี้ค่อนข้างลึกลับ ซึ่งฉันคิดว่าน่าสนใจ”
พันธมิตรคนที่สองของไลราคือนักบินชาวเท็กซัส ลี สกอร์สบี้ ที่รับบทโดย แซม เอลเลียต “แซมถ่ายทอดทุกอย่างที่เราต้องการได้ในมาดคาวบอย” ฟิลลิป พูลแมน กล่าว “เขาเป็นนักบินผมขาว เคราขาวสุดเก๋าที่มีดวงตาแหลมคมกว้างไกล และสามารถแสดงออกทั้งความแข็งกร้าว, ฉลาด, น่ากลัว, อันตราย และอบอุ่น”
พันธมิตรสุดท้ายของเธอคือหมีน้ำแข็งสวมเกราะชื่อ ยอริก เบิร์นนิสัน “เมื่อไลราพบเขา เธอรู้สึกกลัวเพราะเขาตัวใหญ่ แข็งแรง และบาดเจ็บ” ดาโกต้าบรรยาย “แต่เธอรู้ว่านี่เป็นโอกาสเดียวที่เธอจะมีเพื่อนเป็นหมีสวมเกราะ” ในที่สุดเธอก็มียอริกเป็นเพื่อนคู่ใจที่สามารถไว้ใจได้เสมอ “ยอริกเป็นคนเดียวที่ไลรายอมรับว่าเหนือกว่าเธอ” ดาโกต้ากล่าว “เขาเป็นคนเดียวที่เธอยอมรับว่าตัวใหญ่กว่า แข็งแรงกว่า และกล้าหาญกว่า ไลราเคารพและเข้าใจถึงความสำคัญของทุกคน แต่ยอริกเป็นคนเดียวที่เธอยอมยกให้อยู่เหนือกว่า”
ไลราได้พบกับโรเจอร์ที่ขั้วโลกเหนือ แต่ไม่ใช่แบบที่เธอคิดไว้ อีกทั้งยังได้รู้ความจริงเกี่ยวกับชีวิตตนเอง รวมถึงอนาคตของโลกและของคนรอบข้าง เมื่อชะตากรรมของเธอเปิดเผย ไลราต้องรวบรวมความเข้มแข็งและความมุ่งมั่นทั้งหมดที่มี ผนวกกับความช่วยเหลือของคนที่เธอไว้ใจเพื่อหาทางพลิกชะตาของตนเอง
“ไลราเดินทางจากสถานที่ปลอดภัยอย่างอ๊อกซ์ฟอร์ดไปยังสุดขอบโลก ที่ซึ่งแสงออโรร่าปรากฏอยู่เบื้องบน และเส้นแบ่งระหว่างโลกเบาบาง” ผู้กำกับ คริส ไวซ์ เล่า “จากเด็กไร้เดียงสา ไลราได้เติบโตเป็นเด็กสาวที่มีประสบการณ์และฉลาด เพราะเธอได้ผ่านบททดสอบทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างหนักจากการเดินทางผจญภัยครั้งนี้ มันเป็นต้นแบบของเรื่องราวลึกลับเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ออกเดินทางด้วยจุดประสงค์ส่วนตัว นั่นก็คือช่วยเพื่อนรักชื่อ โรเจอร์ และเมื่อถึงที่หมาย การเดินทางไปช่วยโรเจอร์ไม่เพียงเปิดทางให้เธอช่วยโลกของเธอเท่านั้น แต่ยังเป็นหนทางให้เธอช่วยโลกอื่นๆด้วย”
“มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการเป็นมนุษย์ และความยากในการเป็น” แดเนียล เคร็ก กล่าว “มันพูดถึงการเติบโต และสะท้อนให้เห็นความสำคัญของสิ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็กต่อชีวิตข้างหน้า”
การออกแบบงานสร้างและสถานที่ถ่ายทำ
ในการเนรมิตงานสร้างภาพยนตร์ที่ล้ำสมัยเช่นนี้ ผู้กำกับ คริส ไวซ์ และทีมงานได้รวบรวมสุดยอดศิลปิน, ช่างเทคนิค และช่างฝีมือระดับแถวหน้าของวงการเพื่อมาสร้างสรรค์ภาพโลกคู่ขนานที่ปรากฏใน The Golden Compass
ผู้ออกแบบงานสร้างเจ้าของรางวัลออสการ์ เดนนิส แกสเนอร์ ร่วมมือกับไวซ์สร้างสรรค์ทุกอย่างของโลกอัศจรรย์ใบนี้ ตั้งแต่วิทยาลัยต่างๆในเขตอ๊อกซ์ฟอร์ด ไปจนถึง ทุ่งน้ำแข็งอันไพศาลในแดนเหนือซึ่งเป็นที่อยู่ของหมีสวมเกราะ และตั้งแต่อพาร์ทเมนต์สุดหรูของมิสซิสโคลเตอร์ในลอนดอน ไปจนถึง ท่าเรือตอนเหนืออันสับสนวุ่นวายที่โทรลเลซุนด์, พระราชวังน้ำแข็งของราชาหมี แรกนาร์ สเตอร์ลัสสัน และโบลแวงการ์ที่ไลราพบกับเด็กๆที่ถูกลักพาตัวมา งานนี้ต้องใช้ทีมงานร่วมร้อยคนเพื่อสร้างโลกนี้ขึ้นมาใหม่ พร้อมกับมอบชีวิตให้ตัวละครและสัตว์ภูตทั้งหลายอย่างประณีตด้วยงานฝีมือและดิจิตอลเอ็ฟเฟ็กต์ รวมทั้งสร้าง เข็มทิศทองคำ (อลิธีอามิเตอร์) พระเอกของเรื่องที่ทำงานได้จริง, เรือเหาะ, รถม้า, หมีสวมเกราะ, แมลงสายลับ, เรือ, เรือใหญ่ อีกทั้งเครื่องมือประหลาดและงานศิลป์ต่างๆในโลกคู่ขนานด้วย
“โปรเจ็คต์นี้เกี่ยวกับการตีความล้วนๆ ตีความบางอย่างที่คุณเข้าใจให้ไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง” ผู้ออกแบบงานสร้างแกสเนอร์กล่าว “เพราะฉะนั้นมันเป็นอะไรที่ใหม่ในการสำรวจโลกอีกโลกหนึ่งที่เรารู้สึกคุ้นเคยแต่ก็ไม่เหมือนโลกเราเสียทีเดียว มันเป็นการเอาองค์ประกอบหนึ่งไปรวมกับอีกองค์ประกอบหนึ่งแล้วสร้างของใหม่ขึ้นมา ภาพยนตร์เรื่องนี้คือการผสมผสานในแง่ของการออกแบบ เป็นการรวมความคิด จินตนาการ และสภาพแวดล้อมทางทฤษฎีและกายภาพ”
แกสเนอร์และทีมงาน นำโดยหัวหน้าฝ่ายศิลป์ ริชาร์ด จอห์นสัน, แอนดรูว์ นิโคลสัน และคริส โลเอ้ มือตกแต่งฉาก แอนนา พินน็อค, ผู้หาของประกอบฉาก แบรี่ กิบส์ และผู้จัดการงานสร้าง แอนดรูว์ อีแวนส์ มาร่วมกันเนรมิตโลกในหนังสือสู่จอภาพยนตร์
ในการเนรมิตวิทยาลัยจอร์แดน แกสเนอร์ได้ใช้พื้นที่ภายนอกในอ๊อกซ์ฟอร์ด, กรีนวิช และแชทแฮม ผสมกับฉากภายในที่สร้างขึ้นใหม่ในสตูดิโอเชปเพิร์ดตัน “ผมไปสำรวจอ๊อกซ์ฟอร์ดกับฟิลลิป พูลแมน ที่ทำหน้าที่เป็นไกด์ให้เพราะเขาคุ้นเคยสถานที่และเมืองนี้มากกว่าผม ทุกคนที่ได้อ่านหนังสือและมีส่วนในงานนี้ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหนังเพราะพวกเขารักหนังสือ ผมกับผู้กำกับปรึกษากันถึงโครงสร้างทางอารมณ์ของหนังอยู่นาน และตอนนี้ก็เป็นเรื่องของการนำโครงสร้างนั้นไปผลิตให้เป็นรูปเป็นร่าง”
บางฉากทีมงานก็ไปถ่ายทำที่เฮดเซอร์เฮาส์อันโอ่โถง ในบัคกิ้งแฮมเชียร์ โดยปรับเปลี่ยนสถานที่เพื่อการถ่ายทำ “โดยพื้นฐานแล้ว เราก็ใช้โครงสร้างของสถานที่เดิมนั่นแหละครับ แต่ปรับเปลี่ยนทุกอย่างเพื่อดัดแปลงให้เหมาะกับการเป็นโลกคู่ขนาน” แกสเนอร์อธิบาย สถานที่ถ่ายทำสำคัญแห่งอื่นได้แก่ โรงแรมพาร์คเลนในลอนดอน ซึ่งใช้ถ่ายทำฉากร้านอาหารและห้องแต่งตัว
สตูดิโอเชปเพิร์ดตันถูกเปลี่ยนสภาพเป็นโรงถ่ายเต็มอัตราของ The Golden Compass พร้อมกับห้องถ่ายทำขนาดใหญ่หลายห้องที่เพียบพร้อมด้วยฝ่ายศิลป์ โรงหล่อ (สำหรับงานโลหะ) โรงงานเสื้อผ้า และสำนักงานต่างๆ รวมทั้งฉากกรีนสกรีนหลายฉาก เครื่องไม้เครื่องมือ และฉากภายในที่ตกแต่งอย่างละเอียดประณีต
ในโรงหล่อ “เข็มทิศทองคำ” อุปกรณ์ลึกลับซึ่งเป็นพระเอกของเรื่อง ถูกผลิตขึ้นหลายรูปแบบ พูลแมนพาแกสเนอร์ไปพิพิธภัณฑ์เครื่องกลเพื่อให้เขาดูเครื่องมือบางชิ้นที่เป็นแรงบันดาลใจของเข็มทิศทองคำ “จะว่าไปเข็มทิศทองคำคือส่วนผสมของเครื่องมือทุกชนิดที่ผมเห็น” แกสเนอร์อธิบาย “ทีมงานศึกษาสัญลักษณ์ต่างๆของเข็มทิศและวิธีการทำงานของมัน พร้อมกับคิดว่าไลราจะใช้มันยังไง เข็มทิศนี้เป็นอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆที่ทำให้เกิดความยุ่งยากพอสมควร และสิ่งที่เราต้องทำคือเลือกชิ้นที่เหมาะที่สุด”
เข็มทิศเหล่านี้ถูกจำลองขึ้นในคอมพิวเตอร์ก่อน จากนั้นก็ผ่านกระบวนการตัดแบบด้วยเครื่อง และขึ้นรูปเป็นโมเดลเรซิ่น 3 มิติจากคอมพิวเตอร์ โดยโมเดลเหล่านี้ได้รับการแกะสลักและลงสีอย่างละเอียดประณีตในระดับที่ต่างกัน “บางชิ้นก็ใช้อ่านได้ บางชิ้นก็หล่นพื้นได้ บางชิ้นก็มีไว้แค่ใส่ในกระเป๋าไลรา” ผู้ดูแลอุปกรณ์ประกอบฉาก แบรี่ กิบส์ กล่าว “เครื่องหมายแต่ละภาพบนหน้าปัดต้องถูกต้องชัดเจน เพราะฉะนั้นเราก็เลยจ้างช่างทำแบบพิมพ์มาผลิตมัน”
เกราะหมีก็ผลิตในโรงหล่อโลหะนี้เช่นกัน หลังจากผลิตตัวหมีเรียบร้อยแล้ว โดยทีมงานปั้นเกราะหมีเขนาดเท่าตัวจริง แล้วนำไปสแกนลงคอมพิวเตอร์
สัตว์ภูติแต่ละตัวก็ถูกผลิตขึ้นเป็นโมเดลลักษณะคล้ายๆกัน ตั้งแต่แพนทาไลม่อนของไลรา ไปจนถึงลิงขนทองของมิสซิสโคลเตอร์ มีเพียงภูติที่เป็นสุนัขเท่านั้นที่ทีมงานใช้สุนัขจริงเข้าฉาก
แกสเนอร์บอกว่า “การออกแบบเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆในโลกคู่ขนานเป็นงานที่ใหม่, น่าสนใจ และน่าตื่นเต้นสำหรับทีมงานทุกคน โดยเฉพาะการทำงานกับนักแสดงเด็กผู้รับบทไลรา ที่ออกเดินทางผจญภัยในโลกนี้”
รูธ ไมเยอส์ ผู้เข้าชิงออสการ์มาแล้วสองครั้งจาก L.A. Confidential และ Emma ทำงานร่วมกับผู้กำกับ คริส ไวซ์ และแกสเนอร์อย่างใกล้ชิดในการออกแบบเครื่องแต่งกายในโลกของไลราที่ต้องดูแปลกและคุ้นตาในขณะเดียวกัน “ฉันคุยกับ คริส ไวซ์ ว่าน่าจะเล่นกับเนื้อผ้าเพื่อให้เครื่องแต่งกายในหนังดูแปลกออกไป ไม่ใช่แค่ด้ายหรือผ้ากระสอบธรรมดา” เธออธิบาย “เราคุยกันเรื่องพวกยิปซีว่าควรจะทำให้พวกเขาดูเป็นเผ่าพันธุ์หนึ่งที่มาจากดินแดนอื่น ขณะที่มิสซิสโคลเตอร์ต้องดูสวยสง่าและโดดเด่นที่สุด ซึ่งเรานึกถึงดารายุค 30 หรือ 40 แล้วจึงลงมือพัฒนาเสื้อผ้า”
เสื้อผ้าที่ออกแบบตัดเย็บยุ่งยากพอๆกับชุดของแม่มดเซราฟิน่าก็คือเสื้อผ้าของเจ้าหน้าที่ศาสนจักรที่ต้องแสดงถึงความเป็นมหาอำนาจผู้ปกครองโลกของไลรา ส่วนไลรานั้น เสื้อผ้าของเธอจะเปลี่ยนไปตามเรื่องราว จากเริ่มต้นเป็นเด็กแก่นซนมอซอ ไปเป็นสาวน้อยน่ารักด้วยฝีมือแปลงโฉมของมิสซิสโคลเตอร์ ก่อนจะออกเดินทางสู่แดนเหนือ ซึ่งเสื้อผ้าของเธอต้องสะท้อนถึงการเติบโตในตัวตนด้วย
“งานของรูธยอดเยี่ยมมาก” ไวซ์กล่าวชม “ผมรู้สึกว่าเสื้อผ้าควรมาจากส่วนที่ดีที่สุดของทุกยุค แล้วนำมาผสมกันโดยดัดแปลงให้ต่างจากของเดิม รูธทำงานละเอียดมาก ทุกอย่างดูมีชีวิตชีวาและสมจริง”
ในเมื่อทุกอย่างต้องสร้างขึ้นใหม่ ไมเยอร์จึงสร้างห้องปฏิบัติการขึ้นบนสถานที่ถ่ายทำในเชปเพิร์ดตันเสียเลย “ฉันคิดว่าทางที่ดีที่สุดคือเข้าไปผนวกกับฝ่ายศิลป์และเปิดเวิร์คช็อปขนาดใหญ่ขึ้นมา”
การแต่งหน้าและออกแบบทรงผมตกเป็นหน้าที่ของ ปีเตอร์ คิง เจ้าของรางวัลออสการ์จาก Lord of the Rings ที่ New Line Cinema ไว้ใจให้มารับงานใหญ่อีกครั้ง ซึ่งโจทย์ของปีเตอร์คือต้องแต่งหน้าและออกแบบทรงผมตัวละครแต่ละตัวให้เหมาะมกับเป็นประชาชนในโลกคู่ขนาน และเขาก็ไม่ทำให้ทีมงานคนอื่นหวัง การถ่ายภาพและเทคนิคด้านภาพ
ทีมงานได้วางแผนไว้ตั้งแต่ต้นว่าโทนสีใน The Golden Compass จะมีหลายอารมณ์ซึ่งจะค่อยๆเปลี่ยนไปตลอดการเดินทางของไลรา
เฮนรี่ บราฮัม ผู้กำกับกับภาพผู้เข้าชิงรางวัลเอมมี่จาก Shackleton ทำงานร่วมกับผู้กำกับ คริส ไวซ์ ในการสร้างสรรค์ภาพสุดอลังการตระการตาโดยรักษาอารมณ์ของตัวละครในแต่ละฉากได้
“สีในช่วงต้นเรื่องจะสดใส เป็นสีทอง โทนอบอุ่น” บราฮัมอธิบาย “เราอยู่ในโลกคู่ขนานที่กลางคืนหรือแม้แต่พระจันทร์เป็นสีทองแทนที่จะเป็นสีเงิน นั่นแหละโลกของไลรา”
เมื่อได้เดินทางไปลอนดอนกับมิสซิสโคลเตอร์ ไลราก็ต้องตื่นตะลึงกับวิวทิวทัศน์ที่ช่างแตกต่างจากอ๊อกซ์ฟอร์ด “ลอนดอนของมิสซิสโคลเตอร์ระยิบระยับและน่าหลงใหล” เขาอธิบาย “เราปรับแสงให้จ้านืดนึงเพื่อให้มองดูขาวสะอาด แต่พอเธอหนีมิสซิสโคลเตอร์ออกมา ภาพลอนดอนตอนกลางคืนในโลกคู่ขนานจะออกสีเขียวมากขึ้น”
และเมื่อไลราเดินทางมาถึงแดนเหนือ ทิวทัศน์ก็กลายเป็น “เยือกเย็น เป็นสีเงินและฟ้า ซึ่งจะเป็นขั้วโลกเหนือแบบโรแมนติค” บราฮัมบรรยาย “ผมใช้เวลากับน้ำแข็งขั้วโลกนานพอสมควร และมันก็ออกมาสวยมาก มีหลายสีในน้ำแข็ง”
การวางแผนวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์สุดอลังการในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นงานที่ซับซ้อนยุ่งยาก เพราะฉะนั้นจึงมีการทดสอบกันตั้งแต่ก่อนถ่ายทำจริง “เบื้องต้น เราได้ตัดสินใจกันล่วงหน้านานแล้วว่าจะทำยังไงและทำไมถึงทำอย่างนั้น” บราฮัมเล่า “บางฉากก็ต้องการเทคนิคด้านภาพที่ยิ่งใหญ่อลังการ และการวาดมโนภาพร่วมกันไว้ก่อนช่วยให้เราเข้าใจตรงกันในการทำงาน”
ผู้กำกับ คริส ไวซ์ ไว้ใจให้ผู้ดูแลวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ ไมเคิล ฟิงค์ และผู้อำนวยการสร้างวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ ซูซาน แม็คล็อด เป็นผู้ดูแลเทคนิคด้านภาพอันซับซ้อนของหนัง ซึ่งพวกเขาใช้โรงผลิตวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ถึง 3 แห่งด้วยกัน ได้แก่ Cinesite และ Framestore CFC ในอังกฤษ และ Rhythms & Hues ในอเมริกา มือวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์จากทั้ง 3 แห่ง พร้อมด้วยทีมงานของตนเอง ช่วยกันสร้างสรรค์และตกแต่งวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ประมาณ 40 ช็อตต่อสัปดาห์ ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ซึ่งถือเป็นงานหนักมากทีเดียว
แกสเนอร์, บราฮัม และไวซ์ ประสานงานกับฝ่ายวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์อย่างใกล้ชิดเพื่อผสานการถ่ายภาพสดและดิจิตอลเอ็ฟเฟ็กต์เข้าด้วยกันโดยไม่ให้เกิดความโดด “พวกเขาให้อิสระผมในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ เมื่อการเล่าเรื่องต้องการอย่างนั้น” ไวซ์เล่า “ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับไมค์และทีมงานของเขา” หลังจากร่างสตอรี่บอร์ดแล้ว ก็มีการสร้างแอนิเมชั่นขึ้นเพื่อให้ทีมสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็กต์มองเห็นขอบเขตของแต่ฉาก “นี่คือภาพยนตร์ที่ซับซ้อนที่สุดในชีวิตของผมเลย” ฟิงค์กล่าว “ผมใช้เวลา 30 ปีเรียนรู้งานเพื่อทำหนังเรื่องนี้ และรู้สึกว่างานต่างๆที่ทำมาทั้งชีวิตก็เพื่อมาทำหนังเรื่องนี้”
“ฉากที่ท้าทายที่สุดสำหรับทีมสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็กต์ก็คือฉากที่มีตัวละครหลายตัวรวมกัน ทั้งมนุษย์และสัตว์ภูติ” ไวซ์กล่าว “เราไม่สามารถใช้สัตว์จริงเข้าฉากได้ เพราะสัตว์ภูติมีลักษณะท่าทางต่างจากสัตว์ธรรมดา เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ผู้เป็นเจ้าของ”
แต่ตัวละครที่ใช้เอ็ฟเฟ็กต์เข้มข้นที่สุด ได้แก่ แพนทาไลม่อน สัตว์ภูติของไลรา และยอริก เบิร์นนิสัน หมีน้ำแข็งสวมเกราะ เพื่อนคู่ใจไลรา
บริษัท Rhythm and Hues คือผู้ดูแลแอนิเมชั่นของสัตว์ภูติและจัดการเรื่องปฏิกิริยาตอบโต้ระหว่างนักแสดงและภูติในฉาก “คุณต้องรู้ว่ามันตัวใหญ่แค่ไหน เคลื่อนไหวยังไง และต้องสื่อสารให้นักแสดงรู้ รวมทั้งหาสิ่งของมาเป็นตัวแทนเพื่อให้นักแสดงมีตอบโต้ในฉาก อาจะจเป็นถุงสีเขียวหรือหุ่นเชิด” บิล เวสเทนฮอฟเฟอร์ จา Rhythm and Hues กล่าว “ลิงขนทองของมิสซิสโคลเตอร์เป็นตัวละครที่เยือกเย็น ตรงข้ามกับแพนที่กระโดดไปมาตลอดเวลา เราต้องการให้บัคลิกนี้สะท้อนในตัวละคร เพราะฉะนั้นเมื่อใช้หุ่นแสดงแทนในฉาก นักแสดงจะรู้ว่าภูติของเขาแสดงออกอย่างไร”
การแสดงของ ยอริก เบิร์นนิสัน ก็สำคัญเช่นกัน “เขาไม่ได้เป็นแค่หมีขั้วโลกเหนือ แต่เป็น แพนเซอร์บียอร์น ที่สวมเกราะและพูดได้” ฟิงค์กล่าว “เพราะฉะนั้นเมื่อเราสร้างภาพเคลื่อนไหวของเขาแต่ละชิ้น ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เขาวิ่งข้ามทุ่งน้ำแข็งโดยมีไลรานั่งอยู่บนหลัง หรือตอนต่อสู้กับศัตรู หรือพูดคุยในระยะใกล้ กล้ามเนื้อ สีหน้า แม้แต่การเคลื่อนไหวของขนล้วนต้องเป็นลักษณะเฉพาะของตัวละครในขณะนั้น”
ตลอดกระบวนการสร้าง สิ่งที่ฟิงค์และทีมงานให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือการแสดงของตัวละครดิจิตอล “พวกมันต้องแสดงได้ดีเท่ากับนักแสดงที่เป็นคนในเรื่อง” ฟิงค์อธิบาย “เทคนิคทั้งหลายเป็นเรื่องรอง พวกขนและเกราะ รอยข่วน รอยเปื้อนที่อุ้งเล็บ สิ่งที่สำคัญที่สุดของตัวละครเหล่านี้คืออารมณ์ความรู้สึกในการแสดง”
องค์ประกอบทุกอย่างของหนังได้รับการเรียงร้อยเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่องโดยมือตัดต่อมากประสบการณ์ แอนน์ วี โค้ทส์ เจ้าของรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์เรื่อง Lawrence of Arabia (1960) ของเดวิด ลีน ที่ยังคงทำงานอยู่แม้วัยจะล่วงเลยเข้าเลข 8 แล้วก็ตาม “ผมคิดว่า Lawrence of Arabia เป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดที่เคยสร้างกันมา และผมอยากร่วมงานกับแอนน์มานานแล้ว” ผู้กำกับ คริส ไวซ์ กล่าว “บังเอิญเธอสนใจหนังสือเรื่องนี้พอดี ซึ่งเข้าทางผมเลย มันวิเศษมากที่ได้ร่วมงานกับมือตัดต่อที่เก่งที่สุดในโลกคนหนึ่ง แอนน์ใส่ประสบการณ์เข้าไปในการเล่าเรื่อง เธอเร็วมาก และเข้าใจเรื่องวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์”
ผลลัพธ์ที่ได้เป็นที่พอใจของทุกคน แม้แต่แฟนเดนตายของหนังสือ “หนังออกมาเหมือนกับที่ผมจินตนาการเอาไว้” แดเนียล เคร็ก กล่าว “มันคือบทพิสูจน์ความทุ่มเทของคริส, การทำงานของทีมงาน และสุดยอดงานเขียนอันเป็นสากลของฟิลลิป ว่าโลกของไลราสามารถมีชีวิตบนจอภาพยนตร์ได้ดี”
คำศัพท์จากโลกของไลรา
อลิธีอามิเตอร์ เครื่องมือบอกความจริงที่สามารถตอบทุกคำถามที่ผู้ครอบครองตั้งไว้ในใจ พลังแอนบาริก รูปแบบหนึ่งของกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในโลกของไลรา โบลแวงการ์ สถานีทดลองในแดนเหนือที่พวกตัวกินเด็กนำตัวเด็กที่จับมาไปขังไว้ สัตว์ภูต วิญญาณของมนุษที่อยู่ในรูปของสัตว์ ในวัยเด็ก สัตว์ภูติจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเรื่อยๆตามธรรมชาติของเด็ก แต่เมื่อโตขึ้น สัตว์ภูติจะคงรูปถาวรตามลักษณะนิสัยของบุคลผู้นั้น ผงธุลี สสารปริศนาที่ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเขตขั้วโลกเหนือ ในโลกของไลรา ตัวกินเด็ก มือสังหารของคณะกรรมการศาสนจักรที่เป็นคนลักพาตัวเด็กๆไป ชนเผ่ายิปซี ชนเผ่าเดินเรือเร่ร่อนที่ใช้ชีวิตอยู่บนเรือ วิทยาลัยจอร์แดน วิทยาลัยอันรุ่งเรืองในเขตอ๊อกซ์ฟอร์ดของไลรา ศูนย์กลางการศึกษาด้านเทววิทยา ศาสนจักร สภาซึ่งเป็นหัวใจของรัฐบาลในโลกของไลราที่ตอนนี้มีนโยบายควบคุมประชากร อย่างเข้มงวดมากขึ้น ศาสนจักรต้องการกำจัดความคิดอิสระและเรียกการวิจัยของลอร์ดแอสเรียลว่าเป็นความคิดนอกรีต แสงเหนือ (ออโรร่า) กลุ่มผงธุลีและรัศมีดวงอาทิตย์ที่รวมตัวกันเป็นรังสีมลังเมลืองบนท้องฟ้าเขตขั้วโลก เหนือ ลอร์ดแอสเรียลเชื่อว่าถัดจากแสงเหนือคือเมืองลึกลับที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า แดนเหนือ ดินแดนอันงดงามที่เต็มไปด้วยความอันตรายและความหลากหลาย ที่อยู่ของหมี สวมเกราะ, พวกตาร์ตาร์, แม่มด และสิ่งมีชีวิตหลากหลายเผ่าพันธุ์ ลอร์ดแอสเรียล ถ่ายภาพผงธุลีและโลกอีกโลกหนึ่งได้ผ่านแสงออโรร่าในเขตห่างไกลของแดนเหนือ แพนเซอร์บิยอร์น หมีสวมเกราะที่อาศัยอยู่ในแคว้นสวาลบาร์ดของแดนเหนือ ไม่มีสัตว์ภูติ แต่มีเกราะ ที่ตีเองเป็นเสมือนจิตวิญญาณ โฟโตแกรม ภาพถ่ายชนิดหนึ่ง, สไลด์ ซามอเยด นายพรานแดนเหนือที่ลักพาตัวไลราไปโบลแวงการ์ แมลงสายลับ แมลงกลไกตัวจิ๋วที่ลือกันว่าผลิตจากทั้งเครื่องจักรและวิญญาณติดกับ สวาลบาร์ด แคว้นหนึ่งในแดนเหนือที่หนาวเย็นและแห้งแล้ง ที่อยู่ของหมีสวมเกราะ ตาร์ตาร์ ชนเผ่านักรบที่อาศัยอยู่ในแดนเหนือ แม่มด สิ่งมีชีวิตเพศหญิงที่เหาะเหินเดินอากาศและมีชีวิตยืนยาวกว่าร้อยปี
. นักแสดง
นิโคล คิดแมน รับบท มาริสา โคลเตอร์ ผลงาน >> Dead Calm, The Hours, Moulin Rouge, To Die For, Birth, Cold Mountain, The Others, Dogville, Eyes Wide Shut, The Human Stain, Far and Away, Fur: An Imaginary of Diane Arbus, The Interpreter, Bewitched รางวัล - ได้รับรางวัลออสการ์, ลูกโลกทองคำ, BAFTA และหมีเงิน (เทศกาลหนังเบอร์ลิน) จาก The Hours - เข้าชิงรางวัลออสการ์และลูกโลกทองคำจาก Moulin Rouge - เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำจาก Billy Bathgate, To Die For, The Others, Cold Mountain และ Birth
ดาโกต้า บลู ริชาร์ดส์ รับบท ไลรา เบลลัคควา ***ไม่เคยมีผลงานการแสดงมาก่อน แต่ผ่านการคัดเลือกจากเด็กหญิงชาวอังกฤษกว่า 1 หมื่นคนและได้รับการยอมรับจากผู้กำกับและนักเขียนเจ้าของนิยายว่าเหมาะสมกับบทไลรามากที่สุด
แดเนียล เคร็ก รับบท ลอร์ด แอสเรียล ผลงาน >> Casino Royale, Munich, Layer Cake, Lara Croft: Tomb Raider, Road to Perdition, Sylvia, The Jacket, Enduring Love, Hotel Splendide, Invasion รางวัล - เข้าชิงรางวัล BAFTA จาก Casino Royale - ได้รับรางวัล Empire Awards จาก Casino Royale - เข้าชิงรางวัล European Film Awards จาก Layer Cake และ The Mother
เอวา กรีน รับบท เซราฟิน่า เพคคาล่า ผลงาน >> Casino Royale, The Dreamers, Kingdom of Heaven, Arsene Lupin
แซม เอลเลียต รับบท ลี สกอร์สบี้ ผลงาน >> Ghost Rider, Thank You for Smoking, Lies and Alibis, Hulk, We Were Soldiers, The Contender, The Big Lebowski, Tombstone, Off the Map รางวัล เข้าชิงรางวัล Emmy และลูกโลกทองคำจากทีวีซีรี่ย์ Buffalo Girls
ทีมงาน
คริส ไวซ์ – กำกับ / เขียนบท ผลงาน >> About a Boy, Down to Earth, American Pie รางวัล >> เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมจาก About a Boy
บ๊อบ เชย์ – อำนวยการสร้าง ผลงาน >> The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring, The Lord of the Rings: The Two Towers, The Lord of the Rings: The Return of the King, Rush Hour, Austin Powers, Seven, Boogie Nights, The Mask, Blade, A History of Violence, The Wedding Singer, The Notebook
เฮนรี่ บราฮัม – กำกับภาพ ผลงาน >> Flyboys, Nanny Mcphee, Crush, The Invisible Circus, The Land Girl, Shackleton (TV) รางวัล >> ได้รับรางวัล Emmy และชิงรางวัล BAFTA สาขาการกำกับภาพยอดเยี่ยมจาก Shackleton (TV)
เดนนิส แกสเนอร์ – ออกแบบงานสร้าง ผลงาน >> Bugsy, Barton Fink, Big Fish, The Truman Show, Road to Perdition, O Brother Where Art Thou?, Waterworld, The Hitcher, The Ladykillers, Ask the Dust รางวัล - ได้รับรางวัลออสการ์จาก Bugsy - เข้าชิงรางวัลออสการ์จาก Barton Fink - ได้รับรางวัล BAFTA จาก The Truman Show และ The Road to Perdition - เข้าชิงรางวัล BAFTA จาก Big Fish
แอนน์ วี โคทส์ – ตัดต่อภาพ ผลงาน >> Lawrence of Arabia, Out of Sight, Unfaithful, Erin Brockovich, Striptease, Congo, Chaplin รางวัล >> ได้รับรางวัลออสการ์จาก Lawrence of Arabia รูธ ไมเยอร์ – ออกแบบเครื่องแต่งกาย ผลงาน >> Emma, The Adam family, Center Stage, Proof of Life, Four Features, Iris รางวัล >> เข้าชิงรางวัลออสการ์จาก Emma และ The Adam Family
ไมเคิล ฟิงค์ – ดูแลวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ ผลงาน >> X-men, X-Men 2, Constantine, Vanilla Sky, Road to Perdition, Star Trek the Motion Picture, Blade Runner, War Games, Batman Returns, Batman & Robin, Contact, Mars Attack!, Braveheart รางวัล >> เข้าชิงรางวัลออสการ์จาก Batman Returns
อเล็กซองดร์ เดสพลาต์ – ดนตรีประกอบ ผลงาน >> Girl with the Pearl Earring, The Upside of Anger, The Painted Veil, Casanova, Syriana, Hostage, The Queen รางวัล - เข้าชิงรางวัลออสการ์จาก The Queen - เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ, BAFTA และ European Awards จาก Girl with the Pearl Earring
ปีเตอร์ คิง – แต่งหน้าและออกแบบทรงผม ผลงาน >> The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring, The Lord of the Rings: The Two Tower, The Lord of the Rings: The Return of the King, King Kong, Quills, Velvet Goldmine รางวัล - ได้รับรางวัลออสการ์จาก The Lord of the Rings: The Return of the King - ได้รับรางวัล BAFTA จาก The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring - ได้รับรางวัลจากสมาคมช่างแต่งหน้าและออกแบบทรงผมจาก The Lord of the Rings: The Two Tower
พอล เจนนิ่งส์ – ประสานงานคิวบู๊ ผลงาน >> Robin Hood, Braveheart, Mission Impossible, Goldeneye, The Saint, The Mummy, The World Is Not Enough, Patriot Games |
|
|