บางส่วนของผู้อ่านที่ส่งเรื่องเข้ามาร่วมสนุกชิงน้ำหอม เชิญอ่าน.. และเชิญส่งเรื่องเข้ามาร่วมสนุกกันเยอะๆ นะครับ
และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง วันที่ 16 พฤศจิกายน 2545 เวลา 00.05 น. เที่ยวบิน TG 930 จากสนามบินดอนเมือง ความตื่นเต้นได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สนามบินดอนเมือง จากคนที่เคยไปสนามบินเพื่อไปส่งเพื่อน ญาติเดินทางไปสถานที่ต่างๆ แต่วันนี้ ณ เวลานี้ ไปในฐานะผู้เดินทาง ความรู้สึกที่แตกต่างกันสามารถรู้สึกได้ทุกๆย่างก้าวที่เดิน มีทั้งพ่อแม่ พี่และน้องไปส่ง บรรยากาศเริ่มคึกคักขึ้นทุกทีเมื่อตอนที่เดินเข้าไปเช็คอินท์ที่เคาเตอร์ของสายการบิน ได้ทราบว่าไฟล์นี้ผู้โดยสารเต็มทั้งลำ แถมยังมีผู้โดยสารรอ stand by ทั้งๆ ที่บินด้วยเครื่องขนาดใหญ่ Boeing 747-400 ที่มีจำนวนที่นั่งมากเกือบสี่ร้อยที่นั่งก็ตาม ผมได้ที่นั่ง เลขที่นั่ง K55 เนื่องจากขอไว้ว่าอยากได้ที่นั่งติดหน้าต่างเพราะเป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรก เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ check in มองหน้าแล้วก็ส่งรอยยิ้มให้พร้อมกับกล่าวว่า ขอให้สนุกกับการเดินทางและเที่ยวให้สนุก นับเป็นความประทับใจครั้งแรกที่ได้พบก่อนการเดินทางจะได้เริ่มขึ้น
ระหว่างนั่งรอขึ้นเครื่องภายในห้องพักผู้โดยสาร ก็รู้สึกตื่นเต้นยังไม่ก็ไม่รู้ ดีใจอย่างบอกกไม่ถูก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรกลับบ้าน เล่าบรรยากาศตรงนั้นให้ฟัง รู้สึกเหมือนฝัน ไม่คาดว่าตัวเองกำลังจะได้เดินทางไปเที่ยวยังต่างประเทศ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่จะได้ขึ้นเครื่องบินที่ชอบมาตั้งแต่เด็ก เคยเห็นแต่ตอนจอดอยู่ที่ลานบิน บนท้องฟ้า แต่ตอนนี้ อีกไม่กี่นาทีกำลังจะได้เดินเข้าไปในเครื่องจริงๆซักที และแล้วเวลานั้นก็มาถึง ช่วงเวลาที่เดินเข้าไปผมรู้สึกตื่นเต้นมากอย่างบอกไม่ถูก กลัวก็กลัวว่าจะทำอะไรไม่ถูก เพื่อนก็ยิ้มๆ แล้วบอกว่า ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นก็ได้ ผมก็แอบๆ ยิ้ม แต่ก็อดไม่ได้ เครื่องที่บินวันนี้ ชื่อ “เจ้าพระยา” เป็นนามพระราชทานฯ ดูสง่า และใหญ่โต กว่าที่ผมคิดไว้เยอะมาก ก้าวแรกที่ย่างเข้าสู่ประตูเครื่อง ก็พบกับแอร์ฮอสเตส สาวสวยสองท่าน แต่งชุดไทย ยืนทักทายสวัสดี พร้อมกับยิ้มอันประทับใจแก่ผู้พบเห็น ถือเป็นหนึ่งในความภูมิใจในความเป็นไทยที่แม้กระทั่งตัวผมเองก็สามารถรับรู้ได้ในขณะนั้น บรรยากาศภายในเครื่องดูคล้ายๆ ในทีวีที่เคยเห็น มีที่นั่งเต็มไปหมด เต็มไปด้วยผู้โดยสารชาวต่างชาติ จำนวนมาก แทบจะไม่มีคนไทยเลย นอกจากลูกเรือเท่านั้น กะประมาณผู้โดยสารคนไทยน่าจะไม่เกินสิบคน มีทั้งแอร์และสจ๊วตกะประมาณ สิบกว่าคน ที่กำลังยุ่งกับการตระเตรียมและจัดให้ผู้โดยสารเข้าที่เข้าทางพร้อมก่อนการเดินทาง
พอนั่งประจำที่ได้สักพัก เครื่อง ก็ค่อยๆ เคลื่อนออกจากประตูจอด ความรู้สึกยิ่งทวีคูณความตื่นเต้น กลัวก็กลัว เนื่องจากเกรงว่าจะเมาเครื่อง แล้วจะไม่สนุก เครื่องเคลื่อนมาจนถึงจุดที่หัวรันเวย์“Cabin crew prepair for take off” เสียงประกาศจากกัปตันของเครื่อง ก็ประกาศให้ทราบว่า กำลังจะนำเครื่องขึ้นสู่ท้องฟ้า วูบแรกทันที่เครื่องเร่งความเร็ว ประมาณ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วิ่งไปบนรันเวย์ ภายนอกหน้าต่างที่ขณะนี้ก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว มีเพียงแสงไฟของอาคารในสนามบินเป็นระยะๆ ไม่ทันไร ที่ผมยังไม่ทันหายตื่นเต้นเครื่องก็เชิดหัวขึ้นสู่ท้องฟ้า รู้สึกเหมือนเราบินได้ค่อยๆ ลอยขึ้นไปสูงขื้นเรื่อยๆ หูเริ่มอื้ออึง มองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพที่เห็น ตอนนี้เป็น ค่ำคืนที่มีแสงไฟ หลากหลายสี ทั่วกรุงเทพฯ ภาพมองดุสวยงามอย่างไม่เคยเห็น สักพัก ภาพนั้นก็หายไป เพราะเครื่องบินสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั้งสูงกว่าเมฆ เครื่องเริ่มปรับแนวบินตรงในระดับปกติ แต่รู้สึกได้ว่าบินสูงมาก เพราะเห็นว่า มีเมฆเป็นกลุ่มๆ อยู่ข้างนอกบ้าง ด้านล่างบ้าง มีเพียงโลโก้ การบินไทยที่ปลายปีก ขยับทักทายเป็นระยะๆ ที่เครื่องขยับ
ระยะเวลาผ่านไปสักครู่ กลิ่นความหอมจากในครัวก็เริ่มทำให้รู้สึกหิวขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆที่ปกติเวลานี้ ต้องเข้านอนไปแล้ว สักพัก ทั้งแอร์สุดสวย แล้วสจ๊วต ก็เข็นรถออกมาบริการอาหารเย็น ไม่ผิดนะครับ เนื่องจากเป็นไฟล์ที่ระยะทางบินไกล เลยจะต้องเสริฟท์อาหาร ผู้โดยสาร สองมื้อ วันนี้ผมโชคดี ได้รับบริการจาก พี่แอร์สาวสวย ซึ่งเป็นหัวหน้าลูกเรือสำหรับไฟล์นี้ พี่เขาส่งยิ้มให้ขณะนำอาหารมาเสริฟท์ แล้วบอกว่า “ขอให้อร่อยกับอาหารมือพิเศษในคืนนี้” เป็นความประทับใจประกอบกับความตื่นเต้น เนื่องจากฝรั่งที่นั่งข้างๆ มองด้วยสายตาอิจฉาที่พี่เขาเสริฟท์ให้ผมก่อน ในถาดอาหารมีอาหารเต็มไปหมดหลายอย่าง รวมถึงกาแฟ และชาที่สามารถขอได้เครื่องดื่มครบถ้วน ตามแต่จะขอ นับว่าเป็นอาหารมือพิเศษสำหรับผมจริงๆ ในค่ำคืนนี้ ที่ได้ทานอาหารมือเย็นตอนเกือบตีหนึง บนฟากฟ้า ที่ไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของประเทศไทยในขณะนั้น มีเพียงกลุ่มของเมฆ และโลโก้ของการบินไทยที่มองออกไปนอกหน้าต่างครั้งใดก็ทักทายผมตลอดเวลา เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก อาหารมือเช้าก็มาถึง
เพื่อนบอกว่า ใกล้จะถึงแล้ว ให้เตรียมตัว ไม่นานนัก แอร์สาวสวยก็เปลี่ยนชุดจากชุดไทยมาเป็นชุดฟอร์มทันสมัย เดินตรวจความพร้อมก่อนเครื่องลง สักพัก กัปตันก็ประกาศว่า “Cabin crew prepair for land” เสียงล้อกางบนท้องฟ้า เพื่อเตรียมลงสูงสนามบินชาร์ล เดอ โกล แอร์พอร์ต กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศศ ในเวลาประมาณ 6.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น อีกสิ่งที่ประทับใจอย่างที่สุด คือ ทันทีที่เครื่องลงแตะรันเวย์ด้วยความนิ่ม และเงียบชนิดที่ไม่ทราบว่าเครื่องได้ลงถึงพื้นดินแล้ว จนกระทั่งเครื่องได้ค่อยๆ เคลื่อนมาจอดตรงประตูทางออก เสียงปรบมือ จากผู้โดยสารชาวต่างชาติภายในเครื่องก็ดังขึ้น ทำให้ผมงง จึงหันไปมองหน้าเพื่อน เพื่อนบอกว่า เขาแสดงความชื่นชมในฝีมือการนำเครื่องลงจอดของกัปตัน ที่นำเครื่องลงได้นิ่มมาก สมกับ สโกแกน ที่ว่า “Smooth as Silk” ผมจึงเข้าใจและอดประทับใจอะไรๆ หลายอย่างกับการเดินทางครั้งแรกของผมในไฟล์นี้ จึงได้ถ่ายถอดออกมา เหลือเพียงแต่ว่า จากนี้ไปอีก สองสัปดาห์ที่ผมจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในมหานครขนาดใหญ่ จะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะทันทีที่เดินออกจากเครื่องก็สามารถรับรู้ได้ถึงว่าเย็นของอากาศภายนอก ที่เข้ามากระทบ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประสบการณ์ในครั้งนี้จะก่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดีในครั้งต่อๆ ไป กับผมเสมอทุกการเดินทาง