เรารักในหลวง

บางส่วนของผู้อ่านที่ส่งเรื่องเข้ามาร่วมสนุกชิงน้ำหอม เชิญอ่าน.. และเชิญส่งเรื่องเข้ามาร่วมสนุกกันเยอะๆ นะครับ

และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง   วันที่ 16  พฤศจิกายน  2545  เวลา 00.05 น.  เที่ยวบิน TG 930    จากสนามบินดอนเมือง   ความตื่นเต้นได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สนามบินดอนเมือง  จากคนที่เคยไปสนามบินเพื่อไปส่งเพื่อน ญาติเดินทางไปสถานที่ต่างๆ   แต่วันนี้ ณ เวลานี้  ไปในฐานะผู้เดินทาง  ความรู้สึกที่แตกต่างกันสามารถรู้สึกได้ทุกๆย่างก้าวที่เดิน มีทั้งพ่อแม่ พี่และน้องไปส่ง    บรรยากาศเริ่มคึกคักขึ้นทุกทีเมื่อตอนที่เดินเข้าไปเช็คอินท์ที่เคาเตอร์ของสายการบิน ได้ทราบว่าไฟล์นี้ผู้โดยสารเต็มทั้งลำ  แถมยังมีผู้โดยสารรอ stand by ทั้งๆ ที่บินด้วยเครื่องขนาดใหญ่ Boeing 747-400  ที่มีจำนวนที่นั่งมากเกือบสี่ร้อยที่นั่งก็ตาม  ผมได้ที่นั่ง เลขที่นั่ง K55  เนื่องจากขอไว้ว่าอยากได้ที่นั่งติดหน้าต่างเพราะเป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรก เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ check in มองหน้าแล้วก็ส่งรอยยิ้มให้พร้อมกับกล่าวว่า ขอให้สนุกกับการเดินทางและเที่ยวให้สนุก  นับเป็นความประทับใจครั้งแรกที่ได้พบก่อนการเดินทางจะได้เริ่มขึ้น

        ระหว่างนั่งรอขึ้นเครื่องภายในห้องพักผู้โดยสาร ก็รู้สึกตื่นเต้นยังไม่ก็ไม่รู้ ดีใจอย่างบอกกไม่ถูก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรกลับบ้าน เล่าบรรยากาศตรงนั้นให้ฟัง รู้สึกเหมือนฝัน ไม่คาดว่าตัวเองกำลังจะได้เดินทางไปเที่ยวยังต่างประเทศ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่จะได้ขึ้นเครื่องบินที่ชอบมาตั้งแต่เด็ก  เคยเห็นแต่ตอนจอดอยู่ที่ลานบิน บนท้องฟ้า แต่ตอนนี้ อีกไม่กี่นาทีกำลังจะได้เดินเข้าไปในเครื่องจริงๆซักที  และแล้วเวลานั้นก็มาถึง  ช่วงเวลาที่เดินเข้าไปผมรู้สึกตื่นเต้นมากอย่างบอกไม่ถูก กลัวก็กลัวว่าจะทำอะไรไม่ถูก เพื่อนก็ยิ้มๆ แล้วบอกว่า ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นก็ได้  ผมก็แอบๆ ยิ้ม แต่ก็อดไม่ได้ เครื่องที่บินวันนี้ ชื่อ “เจ้าพระยา”  เป็นนามพระราชทานฯ ดูสง่า และใหญ่โต กว่าที่ผมคิดไว้เยอะมาก ก้าวแรกที่ย่างเข้าสู่ประตูเครื่อง  ก็พบกับแอร์ฮอสเตส สาวสวยสองท่าน แต่งชุดไทย ยืนทักทายสวัสดี พร้อมกับยิ้มอันประทับใจแก่ผู้พบเห็น ถือเป็นหนึ่งในความภูมิใจในความเป็นไทยที่แม้กระทั่งตัวผมเองก็สามารถรับรู้ได้ในขณะนั้น บรรยากาศภายในเครื่องดูคล้ายๆ ในทีวีที่เคยเห็น  มีที่นั่งเต็มไปหมด เต็มไปด้วยผู้โดยสารชาวต่างชาติ จำนวนมาก แทบจะไม่มีคนไทยเลย  นอกจากลูกเรือเท่านั้น กะประมาณผู้โดยสารคนไทยน่าจะไม่เกินสิบคน  มีทั้งแอร์และสจ๊วตกะประมาณ สิบกว่าคน ที่กำลังยุ่งกับการตระเตรียมและจัดให้ผู้โดยสารเข้าที่เข้าทางพร้อมก่อนการเดินทาง 

      พอนั่งประจำที่ได้สักพัก  เครื่อง ก็ค่อยๆ เคลื่อนออกจากประตูจอด ความรู้สึกยิ่งทวีคูณความตื่นเต้น กลัวก็กลัว เนื่องจากเกรงว่าจะเมาเครื่อง  แล้วจะไม่สนุก   เครื่องเคลื่อนมาจนถึงจุดที่หัวรันเวย์“Cabin crew prepair for take off”  เสียงประกาศจากกัปตันของเครื่อง ก็ประกาศให้ทราบว่า กำลังจะนำเครื่องขึ้นสู่ท้องฟ้า   วูบแรกทันที่เครื่องเร่งความเร็ว ประมาณ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วิ่งไปบนรันเวย์ ภายนอกหน้าต่างที่ขณะนี้ก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว  มีเพียงแสงไฟของอาคารในสนามบินเป็นระยะๆ ไม่ทันไร ที่ผมยังไม่ทันหายตื่นเต้นเครื่องก็เชิดหัวขึ้นสู่ท้องฟ้า  รู้สึกเหมือนเราบินได้ค่อยๆ ลอยขึ้นไปสูงขื้นเรื่อยๆ หูเริ่มอื้ออึง    มองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพที่เห็น ตอนนี้เป็น ค่ำคืนที่มีแสงไฟ หลากหลายสี  ทั่วกรุงเทพฯ ภาพมองดุสวยงามอย่างไม่เคยเห็น สักพัก ภาพนั้นก็หายไป เพราะเครื่องบินสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั้งสูงกว่าเมฆ เครื่องเริ่มปรับแนวบินตรงในระดับปกติ แต่รู้สึกได้ว่าบินสูงมาก เพราะเห็นว่า มีเมฆเป็นกลุ่มๆ อยู่ข้างนอกบ้าง ด้านล่างบ้าง  มีเพียงโลโก้ การบินไทยที่ปลายปีก ขยับทักทายเป็นระยะๆ ที่เครื่องขยับ 

      ระยะเวลาผ่านไปสักครู่  กลิ่นความหอมจากในครัวก็เริ่มทำให้รู้สึกหิวขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆที่ปกติเวลานี้ ต้องเข้านอนไปแล้ว สักพัก ทั้งแอร์สุดสวย แล้วสจ๊วต ก็เข็นรถออกมาบริการอาหารเย็น  ไม่ผิดนะครับ  เนื่องจากเป็นไฟล์ที่ระยะทางบินไกล เลยจะต้องเสริฟท์อาหาร ผู้โดยสาร สองมื้อ วันนี้ผมโชคดี ได้รับบริการจาก พี่แอร์สาวสวย ซึ่งเป็นหัวหน้าลูกเรือสำหรับไฟล์นี้ พี่เขาส่งยิ้มให้ขณะนำอาหารมาเสริฟท์ แล้วบอกว่า “ขอให้อร่อยกับอาหารมือพิเศษในคืนนี้”  เป็นความประทับใจประกอบกับความตื่นเต้น เนื่องจากฝรั่งที่นั่งข้างๆ มองด้วยสายตาอิจฉาที่พี่เขาเสริฟท์ให้ผมก่อน    ในถาดอาหารมีอาหารเต็มไปหมดหลายอย่าง รวมถึงกาแฟ และชาที่สามารถขอได้เครื่องดื่มครบถ้วน ตามแต่จะขอ  นับว่าเป็นอาหารมือพิเศษสำหรับผมจริงๆ ในค่ำคืนนี้   ที่ได้ทานอาหารมือเย็นตอนเกือบตีหนึง บนฟากฟ้า ที่ไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของประเทศไทยในขณะนั้น มีเพียงกลุ่มของเมฆ และโลโก้ของการบินไทยที่มองออกไปนอกหน้าต่างครั้งใดก็ทักทายผมตลอดเวลา    เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว  ไม่นานนัก อาหารมือเช้าก็มาถึง

      เพื่อนบอกว่า ใกล้จะถึงแล้ว ให้เตรียมตัว  ไม่นานนัก แอร์สาวสวยก็เปลี่ยนชุดจากชุดไทยมาเป็นชุดฟอร์มทันสมัย เดินตรวจความพร้อมก่อนเครื่องลง   สักพัก กัปตันก็ประกาศว่า “Cabin crew prepair for land”  เสียงล้อกางบนท้องฟ้า เพื่อเตรียมลงสูงสนามบินชาร์ล เดอ โกล แอร์พอร์ต  กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศศ  ในเวลาประมาณ 6.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น อีกสิ่งที่ประทับใจอย่างที่สุด คือ ทันทีที่เครื่องลงแตะรันเวย์ด้วยความนิ่ม และเงียบชนิดที่ไม่ทราบว่าเครื่องได้ลงถึงพื้นดินแล้ว จนกระทั่งเครื่องได้ค่อยๆ เคลื่อนมาจอดตรงประตูทางออก เสียงปรบมือ จากผู้โดยสารชาวต่างชาติภายในเครื่องก็ดังขึ้น ทำให้ผมงง จึงหันไปมองหน้าเพื่อน   เพื่อนบอกว่า เขาแสดงความชื่นชมในฝีมือการนำเครื่องลงจอดของกัปตัน  ที่นำเครื่องลงได้นิ่มมาก สมกับ สโกแกน ที่ว่า “Smooth as Silk”  ผมจึงเข้าใจและอดประทับใจอะไรๆ หลายอย่างกับการเดินทางครั้งแรกของผมในไฟล์นี้ จึงได้ถ่ายถอดออกมา   เหลือเพียงแต่ว่า จากนี้ไปอีก สองสัปดาห์ที่ผมจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในมหานครขนาดใหญ่ จะเป็นอย่างไรต่อไป  เพราะทันทีที่เดินออกจากเครื่องก็สามารถรับรู้ได้ถึงว่าเย็นของอากาศภายนอก ที่เข้ามากระทบ  หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประสบการณ์ในครั้งนี้จะก่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดีในครั้งต่อๆ ไป กับผมเสมอทุกการเดินทาง


dflymag wrote on Jul 16, '07
คัดมาให้อ่านกันอีกเรื่อง
-------------------------------------
จำได้ว่าขึ้นเครื่องบินครั้งแรกนั้นผมยังเป็นเด็กนักเรียนอายุ 14-15 ปี อยู่เลย การเดินทางก็เป็นภายในประเทศรู้สึกว่าตอนนั้นจะเป็นสายเชียงใหม่-ขอนแก่น ตอนนั้นตื่นเต้นมากเพราะต้องเดินทางคนเดียวและเป็นครั้งแรกด้วย ตอนขึ้นไปนั่งบนเครื่องบินก็ตื่นเต้นมองซ้ายมองขวาไปทั่ว แต่ก็กลัวนิดหน่อยเพราะบางอย่างก็ทำอะไรไม่ค่อยถูกนักกับวิตกกังวลเล็กน้อย(แอบคิดเรื่องไม่ดีอยู่ในใจว่าเครื่องบินจะตกไหม)แต่ก็ได้พี่นางฟ้าบนเครื่องที่แสนใจดีมากคอยดูแลเอาใจใส่ แนะนำอะไรต่าง ๆ ให้ เช่นใส่สายรัดที่นั่งให้ เอาขนมเครื่องดื่มมาเสริฟ จำได้ว่าเอามาให้หลายรอบจนอื่ม แล้วก็เอาของเล่นของที่ระลึกมาให้ รู้สึกพอใจและดีใจมากที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษแบบนั้น จนตอนนี้มาคิดแล้วก็อยากกลับไปเป็นเด็กขึ้นเครื่องบินอีกจัง ทุกวันนี้เดินทางด้วยเครื่องบินบ้างก็มักจะมองหาบริการว่าเครื่องบินบริษัทไหนบริการดีก็จะเลือกสายการบินนั้น นี่คงเป็นเรื่องที่ติดตรึงอยู่ในใจของเราตลอดมานั่นเอง
dflymag wrote on Jul 16, '07
เรื่องนี้จากคุณหมอครับ
------------------------------------
จากชีวิตวัยเด็กของผม ทุกครั้งที่เครื่องบินบินผ่านท้องฟ้าเหนือบ้าน ก็ได้แต่มองแล้วมองเล่าเฝ้าแต่มอง ในใจก็คิดไว้ว่าวันหนึ่งคงมีโอกาสได้นั่งเครื่องบินกับเขาสักครั้ง

วินาทีของการบินครั้งแรกในชีวิตกับเจ้าจำปี เมื่อปี พ.ศ.2543 จากท่าอากาศยานแพร่สู่ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้บิน รวมกับกังวลในความปลอดภัยของการโดยสารเครื่องบิน ขณะที่เครื่องบินบินผ่านก้อนเมฆขึ้นไป ที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเลหลายพันเมตร สัมผัสบรรยากาศที่เงียบสงบ ท้องฟ้ากว้างใหญ่ เส้นขอบฟ้ามองไกลลิบตา มีแผ่นเมฆสีเทาอยู่เบื้องล่าง ช่างเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ ในเวลานั้นทำให้ผมได้รู้นิยามของคำว่า “ อิสระและเชื่อมั่น ” อิสระที่ผมได้ทำในสิ่งที่เชื่อ ด้วยความไม่ลังเล ไม่ลดละ ความเชื่อมั่นที่ผมมีให้นักบินและเครื่องบิน มันทำให้ความกังวลเปลี่ยนมาเป็นความสนุกน่าค้นหา ประสบการณ์ที่ผมประทับใจกับการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกก็คือนักบินนี่เอง ชายคนหนึ่งที่ผู้โดยสารไม่ได้เห็นเลยว่ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ชายที่ควบคุมนกเหล็กที่พาเราขึ้นบินบนฟ้า มันเป็นอารมณ์ที่กระตุ้นให้ผมเกิดความคิดว่าถ้าตัวผมเองเป็นนักบินบ้างมันจะเป็นอย่างไร ความประทับใจแรกในครั้งนั้นทำให้ผมสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง สร้างอิสระในการคิด ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึก และรู้ว่าทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ผมใช้เวลาบินอยู่บนท้องฟ้าประมาณ 30 นาที ได้ชมทิวทัศน์เหนือเมฆด้วยสองตาของตัวเอง ใกล้จุดหมาย มีเสียงประกาศจากนักบินก็ดังขึ้น เครื่องบินเริ่มลดระดับร่อนลงสู่พื้นล่างอย่างช้าๆ ทำให้ผมได้เห็นชีวิตเล็กๆ ข้างล่างอีกครั้ง

ความประทับใจที่ผมได้บินไปกับสายการบินที่รักคุณเท่าฟ้าในวันนั้น แม้ว่าไม่ได้เป็นเที่ยวบินที่ใช้เวลายาวนาน แต่ก็เป็นเที่ยวบินแรกของผม และบางทีก็อาจจะเป็นเที่ยวบินแรกของผู้โดยสารคนอีกหลายๆคน ซึ่งคงมีประสบการณ์ประทับใจกับการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกคล้ายๆ กับผมเช่นกัน .
dflymag wrote on Jul 16, '07
มาจากแถวๆสุขสวัสดิ์ครับ
---------------------------------------------
หลังจากเริ่มคิดและวางแผนการท่องเที่ยวกับเพื่อนสองคน ที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศในฝันที่ต้องบินจากประเทศไทยไปไกลกว่า 12 ชั่วโมง จุดหมายปลายทาง คือ ประเทศฝรั่งเศสในทวีปยุโรป เนื่องจากผมไม่เคยมีประสบการณ์ในการเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างแดน ประกอบกับได้รับมอบหมายจากเพื่อนให้ดูแลในเรื่องของข้อมูลการท่องเที่ยว การติดต่อจองโรงแรม การขอวีซ่า ลางาน และจัดเตรียมหาอุปกรณ์เครื่องใช้ กระเป๋าเดินทางใบแรกในชีวิต และที่สำคัญจองตั๋วเครื่องบิน ทุกสิ่งที่อย่างที่กล่าวมาจากคนที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยติดต่อ ก็ต้องเริ่มค้นหาและสอบถามข้อมูลจากเพื่อนๆ และแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่ต้องลงมือติดต่อและทำด้วยตนเองทั้งหมด เพื่อให้แผนการท่องเที่ยวสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี สุดท้ายจนกระทั่งทุกอย่างได้จัดเตรียมและพร้อมทุกอย่างถึงแม้จะไม่ราบรื่นซะทีเดียว เหลือแต่นับวันรอคอยการเดินทาง

และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง วันที่ 16 พฤศจิกายน 2545 เวลา 00.05 น. เที่ยวบิน TG 930 จากสนามบินดอนเมือง ความตื่นเต้นได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สนามบินดอนเมือง จากคนที่เคยไปสนามบินเพื่อไปส่งเพื่อน ญาติเดินทางไปสถานที่ต่างๆ แต่วันนี้ ณ เวลานี้ ไปในฐานะผู้เดินทาง ความรู้สึกที่แตกต่างกันสามารถรู้สึกได้ทุกๆย่างก้าวที่เดิน มีทั้งพ่อแม่ พี่และน้องไปส่ง บรรยากาศเริ่มคึกคักขึ้นทุกทีเมื่อตอนที่เดินเข้าไปเช็คอินท์ที่เคาเตอร์ของสายการบิน ได้ทราบว่าไฟล์นี้ผู้โดยสารเต็มทั้งลำ แถมยังมีผู้โดยสารรอ stand by ทั้งๆ ที่บินด้วยเครื่องขนาดใหญ่ Boeing 747-400 ที่มีจำนวนที่นั่งมากเกือบสี่ร้อยที่นั่งก็ตาม ผมได้ที่นั่ง เลขที่นั่ง K55 เนื่องจากขอไว้ว่าอยากได้ที่นั่งติดหน้าต่างเพราะเป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรก เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ check in มองหน้าแล้วก็ส่งรอยยิ้มให้พร้อมกับกล่าวว่า ขอให้สนุกกับการเดินทางและเที่ยวให้สนุก นับเป็นความประทับใจครั้งแรกที่ได้พบก่อนการเดินทางจะได้เริ่มขึ้น

ระหว่างนั่งรอขึ้นเครื่องภายในห้องพักผู้โดยสาร ก็รู้สึกตื่นเต้นยังไม่ก็ไม่รู้ ดีใจอย่างบอกกไม่ถูก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรกลับบ้าน เล่าบรรยากาศตรงนั้นให้ฟัง รู้สึกเหมือนฝัน ไม่คาดว่าตัวเองกำลังจะได้เดินทางไปเที่ยวยังต่างประเทศ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่จะได้ขึ้นเครื่องบินที่ชอบมาตั้งแต่เด็ก เคยเห็นแต่ตอนจอดอยู่ที่ลานบิน บนท้องฟ้า แต่ตอนนี้ อีกไม่กี่นาทีกำลังจะได้เดินเข้าไปในเครื่องจริงๆซักที และแล้วเวลานั้นก็มาถึง ช่วงเวลาที่เดินเข้าไปผมรู้สึกตื่นเต้นมากอย่างบอกไม่ถูก กลัวก็กลัวว่าจะทำอะไรไม่ถูก เพื่อนก็ยิ้มๆ แล้วบอกว่า ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นก็ได้ ผมก็แอบๆ ยิ้ม แต่ก็อดไม่ได้ เครื่องที่บินวันนี้ ชื่อ “เจ้าพระยา” เป็นนามพระราชทานฯ ดูสง่า และใหญ่โต กว่าที่ผมคิดไว้เยอะมาก ก้าวแรกที่ย่างเข้าสู่ประตูเครื่อง ก็พบกับแอร์ฮอสเตส สาวสวยสองท่าน แต่งชุดไทย ยืนทักทายสวัสดี พร้อมกับยิ้มอันประทับใจแก่ผู้พบเห็น ถือเป็นหนึ่งในความภูมิใจในความเป็นไทยที่แม้กระทั่งตัวผมเองก็สามารถรับรู้ได้ในขณะนั้น บรรยากาศภายในเครื่องดูคล้ายๆ ในทีวีที่เคยเห็น มีที่นั่งเต็มไปหมด เต็มไปด้วยผู้โดยสารชาวต่างชาติ จำนวนมาก แทบจะไม่มีคนไทยเลย นอกจากลูกเรือเท่านั้น กะประมาณผู้โดยสารคนไทยน่าจะไม่เกินสิบคน มีทั้งแอร์และสจ๊วตกะประมาณ สิบกว่าคน ที่กำลังยุ่งกับการตระเตรียมและจัดให้ผู้โดยสารเข้าที่เข้าทางพร้อมก่อนการเดินทาง

พอนั่งประจำที่ได้สักพัก เครื่อง ก็ค่อยๆ เคลื่อนออกจากประตูจอด ความรู้สึกยิ่งทวีคูณความตื่นเต้น กลัวก็กลัว เนื่องจากเกรงว่าจะเมาเครื่อง แล้วจะไม่สนุก เครื่องเคลื่อนมาจนถึงจุดที่หัวรันเวย์“Cabin crew prepair for take off” เสียงประกาศจากกัปตันของเครื่อง ก็ประกาศให้ทราบว่า กำลังจะนำเครื่องขึ้นสู่ท้องฟ้า วูบแรกทันที่เครื่องเร่งความเร็ว ประมาณ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วิ่งไปบนรันเวย์ ภายนอกหน้าต่างที่ขณะนี้ก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว มีเพียงแสงไฟของอาคารในสนามบินเป็นระยะๆ ไม่ทันไร ที่ผมยังไม่ทันหายตื่นเต้นเครื่องก็เชิดหัวขึ้นสู่ท้องฟ้า รู้สึกเหมือนเราบินได้ค่อยๆ ลอยขึ้นไปสูงขื้นเรื่อยๆ หูเริ่มอื้ออึง มองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพที่เห็น ตอนนี้เป็น ค่ำคืนที่มีแสงไฟ หลากหลายสี ทั่วกรุงเทพฯ ภาพมองดุสวยงามอย่างไม่เคยเห็น สักพัก ภาพนั้นก็หายไป เพราะเครื่องบินสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั้งสูงกว่าเมฆ เครื่องเริ่มปรับแนวบินตรงในระดับปกติ แต่รู้สึกได้ว่าบินสูงมาก เพราะเห็นว่า มีเมฆเป็นกลุ่มๆ อยู่ข้างนอกบ้าง ด้านล่างบ้าง มีเพียงโลโก้ การบินไทยที่ปลายปีก ขยับทักทายเป็นระยะๆ ที่เครื่องขยับ

ระยะเวลาผ่านไปสักครู่ กลิ่นความหอมจากในครัวก็เริ่มทำให้รู้สึกหิวขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆที่ปกติเวลานี้ ต้องเข้านอนไปแล้ว สักพัก ทั้งแอร์สุดสวย แล้วสจ๊วต ก็เข็นรถออกมาบริการอาหารเย็น ไม่ผิดนะครับ เนื่องจากเป็นไฟล์ที่ระยะทางบินไกล เลยจะต้องเสริฟท์อาหาร ผู้โดยสาร สองมื้อ วันนี้ผมโชคดี ได้รับบริการจาก พี่แอร์สาวสวย ซึ่งเป็นหัวหน้าลูกเรือสำหรับไฟล์นี้ พี่เขาส่งยิ้มให้ขณะนำอาหารมาเสริฟท์ แล้วบอกว่า “ขอให้อร่อยกับอาหารมือพิเศษในคืนนี้” เป็นความประทับใจประกอบกับความตื่นเต้น เนื่องจากฝรั่งที่นั่งข้างๆ มองด้วยสายตาอิจฉาที่พี่เขาเสริฟท์ให้ผมก่อน ในถาดอาหารมีอาหารเต็มไปหมดหลายอย่าง รวมถึงกาแฟ และชาที่สามารถขอได้เครื่องดื่มครบถ้วน ตามแต่จะขอ นับว่าเป็นอาหารมือพิเศษสำหรับผมจริงๆ ในค่ำคืนนี้ ที่ได้ทานอาหารมือเย็นตอนเกือบตีหนึง บนฟากฟ้า ที่ไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของประเทศไทยในขณะนั้น มีเพียงกลุ่มของเมฆ และโลโก้ของการบินไทยที่มองออกไปนอกหน้าต่างครั้งใดก็ทักทายผมตลอดเวลา เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก อาหารมือเช้าก็มาถึง

เพื่อนบอกว่า ใกล้จะถึงแล้ว ให้เตรียมตัว ไม่นานนัก แอร์สาวสวยก็เปลี่ยนชุดจากชุดไทยมาเป็นชุดฟอร์มทันสมัย เดินตรวจความพร้อมก่อนเครื่องลง สักพัก กัปตันก็ประกาศว่า “Cabin crew prepair for land” เสียงล้อกางบนท้องฟ้า เพื่อเตรียมลงสูงสนามบินชาร์ล เดอ โกล แอร์พอร์ต กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศศ ในเวลาประมาณ 6.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น อีกสิ่งที่ประทับใจอย่างที่สุด คือ ทันทีที่เครื่องลงแตะรันเวย์ด้วยความนิ่ม และเงียบชนิดที่ไม่ทราบว่าเครื่องได้ลงถึงพื้นดินแล้ว จนกระทั่งเครื่องได้ค่อยๆ เคลื่อนมาจอดตรงประตูทางออก เสียงปรบมือ จากผู้โดยสารชาวต่างชาติภายในเครื่องก็ดังขึ้น ทำให้ผมงง จึงหันไปมองหน้าเพื่อน เพื่อนบอกว่า เขาแสดงความชื่นชมในฝีมือการนำเครื่องลงจอดของกัปตัน ที่นำเครื่องลงได้นิ่มมาก สมกับ สโกแกน ที่ว่า “Smooth as Silk” ผมจึงเข้าใจและอดประทับใจอะไรๆ หลายอย่างกับการเดินทางครั้งแรกของผมในไฟล์นี้ จึงได้ถ่ายถอดออกมา เหลือเพียงแต่ว่า จากนี้ไปอีก สองสัปดาห์ที่ผมจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในมหานครขนาดใหญ่ จะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะทันทีที่เดินออกจากเครื่องก็สามารถรับรู้ได้ถึงว่าเย็นของอากาศภายนอก ที่เข้ามากระทบ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประสบการณ์ในครั้งนี้จะก่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดีในครั้งต่อๆ ไป กับผมเสมอทุกการเดินทาง
491379 wrote on Aug 11, '07
เที่ยวไป
ผมจำได้ว่าเคยขึ้นเครื่องบินครั้งแรกตอน 9 ขวบ เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมเลยครับ ตอนนั้นครอบครัวของเราเดินทางไปเชียงใหม่ครับ ไปกัน 4 คน คือ พ่อ แม่ พี่สาว และตัวผม ตอนนั้นเราไปโดยสายการบินไทยคับ ได้นั่งเครื่อง Boing747 คับ จำได้ว่าเวลาขึ้นเครื่องครั้งนั้นตื่นเต้นมากๆคับ คุณพ่อของผมมักจะจองที่นั่งที่ติดกับปีกเครื่องบินเสมอคับ ทำให้ผมเห็นวิวที่สวยกว่าชาวบ้านเขาคับ ตอนนั้นก็ยังไม่รู้เรื่องอะไรมากนัก แต่จำได้ว่าเครื่องบินมันลำใหญ่มากๆๆๆ คนเต็มลำเลย พอเครื่องกำลังจะ take off ก็มีพี่สจ๊วตรูปหล่อมาคาดเข็มขัดให้ผม
เป็นภาพที่น่าประทับใจมากๆๆครับ หลังจากเครื่องออกจากดอนเมืองแล้วก็มีการเสริฟ์อาหารคับ
อาหารของการบินไทยอร่อยมากคับ สมแล้วที่เป็นสายการบินแห่งชาติ ระหว่างนั้นก็มีพี่แอร์สาวสวยมาแจกของเล่นให้ผม หลังจากนั้นไม่นานเครื่องก็มาถึงที่เชียงใหม่คับ ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ ตอนออกจากประตูเครื่อง
ก็มีพวกพี่ๆ flight attendant มายืนสวัสดีที่ตรงประตูทางออก ทุกคนดูดี มีสง่าราศีมากๆ คับ เหมาะสม
กับงานนี้มากๆ (เราท่องเที่ยวที่เชียงใหม่ประมาณ 1 อาทิตย์คับ)
เที่ยวกลับ
อีกเช่นเคยครับ เรากับโดยการบินไทยอีกแล้ว ที่นั่งริมหน้าต่าง ตรงส่วนปีกเหมือนเคย (มุมโปรด) วันนั้นมีเรื่องที่ทำให้ผมลืมไม่ลงเลยคับคือว่า เรามาที่สนามบินสาย ทำให้ทุกคนรีบร้อนมากๆๆ บวกกับข้าวของที่เยอะพอสมควร ทางสนามบินก็ประกาศตามหา เราก็ได้ยินแล้วหละครับ ว่าชื่อพวกเรา เราก็รีบวิ่งไปที่ทางขึ้นเครื่อง แต่เรารีบมาเกินไปทำให้เข้าไปผิดประตู และเกือบผิดเครื่อง เราก็ว่าทำไมแอร์หน้าจีนมากๆๆ หลายคนเลย ที่ไหนได้คับ พวกเราขึ้นผิดลำ เกือบไปกับ China airline ซะแล้ว เครื่องก็จะออก เราก็เลยรีบวิ่งไปอีกประตูนึง ในที่สุดก็เจอครับ พนักงานบอกว่ารอพวกเราเท่านั้นเลยนะ พ่อผมต้องบอกเหตุผลไปว่าขึ้นผิดลำคับ เขาก็เข้าใจ
และเราก็เดินทางกลับกรุงเทพอย่างมีความสุข
yukinbc wrote on Aug 24, '07
ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก อ้วกแตกคาที่นั่งเลย (ดีที่ไม่ได้เล็งไปที่คนข้างๆ) เมาคลื่นมาก
ปวดหูด้วย เหมือนแก้วหูจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
ไม่อยากขึ้นเครื่องบินอีกเลย กลัวอ้วกอีก
ทำไมคนอื่นไม่เป็นเหมือนเราบ้างนะ หรือเราผิดปกติทางร่างกาย?
Add a Comment
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help