เรารักในหลวง

NEWS

Blog Entryแค-ว๊าวMar 26, '08 9:12 PM
for everyone

พอจำได้ใช่มั้ยครับว่าเมื่อปลายปีที่แล้ว แถวๆ เดือนพ.ย. , ธ.ค. ปี 50 นี่แหละ
ช่วงที่มีซานตาคลอสมาตั้งรกรากอยู่แถวหน้าเมเจอร์รัชโยธินนั่นไง


หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุการณ์เผาไล่ทีซานตาคลอส
วอดวาย เสียหายหนวดคุณลุงซานต้าไปหลายเส้น
เสียหนวดไม่พอ
เมเจอร์ดันมาปิดบริการ แคลิฟอร์เนียฟิตเนสอีก
เดือดร้อนคนรักสุขภาพ พุงพลุ้ยอย่างผมสิครับ


ทีแรกไม่รู้สึกตัว นึกว่าปิดแป๊บๆ เดี๋ยวก็เปิดให้บริการ
แต่นี่ล่อเข้าไปกี่เดือนแล้วเนี่ย ยังไม่ยอมเปิดให้บริการ
ผมเลยโทรเข้าไปถามที่ "แคฯว้าว" ว่า ไอ้ที่ปิดๆ ไปน่ะ ได้ชดเชยวันที่ปิดไปให้กับสมาชิกหรือเปล่า เพราะแกเล่นเก็บค่าสมาชิกเป็นรายปี


ทวีศักดิ์ มันบอกว่า "พี่เป็นสมาชิกประเภทไหนครับ"
ทีแรกตกใจ นึกว่ามันด่า หาเรื่องกูเหรอ
ตั้งสติได้ ก็ตอบไปว่า เป็นแบบตลอดชีพ
"แบบตลอดชีพ เล่นได้ทุกสาขานี่ครับ"
"ก็ใช่ครับ"
"แล้วทำไมพี่ไม่ไปเล่นสาขาอื่นล่ะครับ"
อ้าว..ซวย กลายเป็นกูโง่อีก อยากตอบไปด้วยความสุภาพว่า ก็บ้านกูอยู่ติดกะเมเจอร์นี่ครับ เมิงจะให้ผมไปเล่นที่กาดสวนแก้วหรือไง แต่ก็เอาว่ะ เขาไม่รู้เรื่องอะไร ทำตามหน้าที่ ก็ตอบไปว่า
"ก็ผมสมัครที่รัชโยฯ เพราะมันอยู่ติดกะบ้านผมนี่ จะให้ผมไปเล่นที่ไหน มันไกลและเปลืองน้ำมัน - แล้วช่วงที่ปิดไปน่ะ ชดเชยวันให้ผมหรือเปล่า"
"ทางบริษัทไม่สามารถชดเชยให้ได้ครับ เพราะพี่เล่นได้ทุกสาขาอยู่แล้ว"
คือจะบอกว่า ไอ้โง่เอ้ย.. เมิงเล่นได้ทุกสาขา ทำไมไม่ไปเล่นสาขาที่มันเปิดให้บริการงี้อ่ะดิ แล้วไอ้การชดเชยให้สมาชิกมันยากตรงไหนว่ะ มันไม่ถึงกะเจ๊งหรอก

สมมุติผมอยู่โคราช แล้วมันปิดทำการ ไม่มันแนะนำให้ผมไปเล่นที่จังหวัดใกล้เคียงหรือไง
"พี่กรุณาไปเล่นที่ขอนแก่นครับ" เจริญล่ะพ่อ

"แบบนี้ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคหรือเปล่าครับ" ผมยังหน้ามึนถาม
"ไม่นะครับ เพราะคุณสามารถใช้บริการได้ทุกสาขา" ดูมันย้ำ ทำไมเมิงไม่ถามด้วยเลยว่า จะรับขนมจีบซาลาเปากลับไปทานบ้านหรือเปล่า พูดซ้ำอยู่ได้
ตกลงมันความผิดกรูใช่มั้ย ที่สมัครแบบเล่นได้ทุกสาขาน่ะ จะบ้าตาย..

แต่ด้วยความรำคาญคุณทวีศักดิ์ เพราะถึงจะเถียง จะบ่นเขาไปก็เท่านั้น เขาไม่ใช่เจ้าของบริษัท เลยวางหูไป ก่อนวางหูก็แถมท้ายไปว่า
"ผมว่าคุณลาออกจากบริษัทนี้เหอะ บริษัทอะไรเอาเปรียบผู้บริโภค บาปนะเนี่ย"
ดูความโรคจิตของผมแล้วกัน ไม่รู้จะไปเจือกกะเขาทำไม

แต่แหม.. ไอ้แค-ว๊าวเนี่ย มันช่างหน้าด้านจริงๆ นะครับว่ามั้ย ทั้งๆ ที่มีคนร้องเรียนเขามากจนติดอันดับหนึ่งในการถูกร้องเรียนทางสคบ.ก็แล้วนะ
เขายังมิหวั่นไหวใดๆ ทั้งสิ้น
น่านับถือ (หรือจะสาปแช่งดี)

ก็เป็นอันว่าผมคงต้องเดินแบกพุงตุ้ยๆ ของผมต่อไป จนกว่าทางแค-ว๊าว รัชโยจะกรุณาเปิดดำเนินการนั่นแหละครับ
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไร เพราะลำพังแค่เห็นมันมาปูกระเบื้องตรงบันไดด้านหน้า ก็ลุ้นเยี่ยวจะราดอยู่แล้ว
เห็นมาปูวันและแผ่น สองแผ่น ไม่รู้คนงานก่อสร้างที่มาทำงานเนี่ยเป็นผู้บริหารระดับสูงของเขาหรือเปล่า ทำงานแบบกลัวเหนื่อยจริงๆ ค่อยๆ ปู ค่อยๆ วาง เหมือนกลัวจะเสร็จเร็ว


กรรมของผู้บริโภคอ้วนๆ อย่างผมจริงจริ๊งงง..

ถ้าอยากออกกำลังกายผมแนะนำ ไปเต้นแอโรบิกกับพี่เป้าตุงตามลานจอดรถโลตัสแทนละกันนะครับ ประหยัดและเร้าใจดีด้วย

สนุกกับมันค๊าาาา.. ชั้นรู้ว่าคุณทำด๊ายยย..


Blog Entryโอ้ว - น้ำมันFeb 27, '08 8:53 PM
for everyone

จากการเดินทางรอนแรม (พูดให้มันเวอร์ไปซะงั้นน่ะ อันที่จริงก็ไปไม่กี่ที่หรอก)
นั่งรถคนอื่นไป ก็มีแต่คนถามว่าทำไมไม่ขับรถมาเอง
ทำไมต้องนั่งรถเมล์?
ทำไมต้องอาศัยรถคนอื่นมา? (อันนี้มันหลอกด่าเราป่าวว่ะเนี่ย -_-")
ก็ตอบไปว่า เรื่องของกรู เอ๊ย.. ไม่ช่าย ก็บอกว่าช่วยชาติประหยัดน่ะครับ มันเปลืองน้ำมัน

รู้มั้ยครับว่า (ออกแนวสุภาพนะนี่ ดูน่านับถือ) นับตั้งแต่สมัยก่อนที่โลกยังใช้ทองคำเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันค่าเงินของแต่ละประเทศ กระทั่งเปลี่ยนมาใช้ค่าเงินดอลลาร์เป็นสากล ที่เพิ่มขึ้นกว่า 20 เท่า ระบบเศรษฐกิจเติบโตขึ้น ทำให้การใช้น้ำมันก็สูงขึ้นตามไปด้วย

ใน 1 วัน มีการใช้น้ำมันของโลกถึง 159,000 ลิตร / วินาที
ก็ประมาณ ๘๖ ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้นเอง.. เอิ้ก!!

อเมริกาใช้เปลืองที่สุด คือวันละ ๑๔ ล้านบาร์เรล
ญี่ปุ่นกับจีน รองลงมา ๖ กับ ๕ ล้านตามลำดับ
แต่การเสาะหาน้ำมันกลับสวนทางกับการใช้น้ำมันอย่างน่าตกใจ
การขุดน้ำมันเริ่มในอเมริกาก่อนเมื่อปี ๒๔๔๓
มาเจอบ่อน้ำมันขนาดใหญ่ที่อิรักปี ๒๔๖๙
เจอที่ซาอุและคูเวตปี ๒๔๘๒

หลังจากนั้นโลกก็ไม่มีบ่อน้ำมันที่มีขนาดใหญ่ ให้ขุดหาเจอได้ง่ายๆ อีกแล้ว
เพราะมันขุดจนพรุนไปหมดแล้ว
คราวนี้ก็เจอแต่บ่อเล็กๆ ซึ่งไม่คุ้มที่จะขุด ขุดไปก็มีน้ำมันนิดเดียว
นายทุนส่ายหัว ดิ๊กๆ อีนี่ ไม่อาว นะจ๊าาา

โดยธรรมชาติแล้วทุกบ่อน้ำมัน เมื่อขุดเจอปุ๊บก็จะพุ่งปรุ๊ดส์..
ใหม่ๆ จะไหลแรงมาก (โซฟีก็เอาไม่อยู่) ให้ปริมาณน้ำมัน ๕-๘ เปอร์เซนต์ของบ่อ / ปี
หลังจากนั้นก็จะค่อยๆ แห้ง จนหมดไปในที่สุด

อันที่จริงมันก็ไม่ถึงกะหมดเกลี้ยงหรอก
มันหมดไปแค่ ๒ ใน ๓ ของบ่อ
ถ้าอยากได้น้ำมันอีก ก็ต้องอัดก๊าซเพิ่มความดันเข้าไป (ตดอัดไม่ได้นะ อย่ามาทำตลกขอร้องๆ)
ให้น้ำมันไหลออกมา ซึ่งแพง.. ไม่คุ้ม.. ไม่มีใครเขาทำกัน


คิงส์ ฮับเบิร์ต นักธรณีวิทยาชาวอเมริกัน บอกว่าการผลิตน้ำมันของโลกได้ถึงจุดสูงสุดแล้ว
ผลิตมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว ไม่เหลือน้ำมันแล้ว
โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง น้ำมันไม่เหลือแล้ว

จะไปกลัวอะไร ก็ใช้พลังงานอื่นทดแทนดิ
หรือไม่ก็.. แป๊บๆ มันต้องมีคนคิดอะไรที่มันมาใช้แทนน้ำมันได้เองแหละ
ไม่เห็นจะต้องกลัว
คิดอย่างงี้ใช่ม่ะๆๆ หน๊อย..คนเรา



.. แหม.. ไม่อยากจะพูดให้เสียน้ำใจนะ
แต่ว่าภายใน ๕ ปี ๑๐ ปีนับจากนี้ ไม่มีทางที่จะมีพลังงานอะไรมาทดแทนน้ำมันได้
ถึงแม้จะมีคนคิดได้
เอาเป็นว่า ไอ้หมอนี่โคตรฉลาดเลยแล้วกัน มันคิดออกมาได้
แต่กว่าจะพัฒนาออกมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ล่ะ ใช้เวลาอีกเท่าไร
เรื่องการขนส่ง เรื่องการเก็บรักษา
ดูเรื่องเชื้อเพลิงไฮโดรเจนเป็นตัวอย่างสิ จนป่านนี้ก็ยังไม่มีให้ใช้อย่างแพร่หลายเลย

ประเทศไทย ไม่มีบ่อน้ำมันเป็นของตัวเอง แต่ก็ใช้กันจัง ใช้น้ำมันกันอย่างบ้าคลั่ง
อ้อ.. อันที่จริงไทยก็มีบ่อน้ำมันนะ อยู่ที่ ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร และที่อ่าวไทย เรียกว่าแหล่งนางนวล มิใช่ นวลนาง
รวมสองแห่งนี้ก็ผลิตได้ไม่เกิน ๑๗ เปอร์เซนต์ของที่พวกเราใช้กันทั้งประเทศ
พ.ศ. ๒๕๔๘ เราซื้อน้ำมันจากต่างชาติ ๖๗๓,๓๓๓ ล้านบาท
เพิ่มจากเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๔๗ ขึ้นไป ๓๗ เปอร์เซนต์


อู้ย.. เลคเชอร์ซะยาว เบื่อป่ะเนี่ย ตอนหน้าจะเล่าเรื่อง ไบโอดีเซล, ค่าออกเทน, ก๊าซโซออล์ ไรประมาณนี้ ถ้าไม่เบื่อก็แวะมา จะรอ


ถ้าผมถามว่า "วันนี้เจอเรื่องดีๆ อะไรมาบ้าง?"

เอาล่ะสิ นั่งนึกกันจนเหงื่อหยดติ๊ง "เอ๊..มีหรือเปล่าว๊า"

งั้นเอาใหม่ ผมเปลี่ยนคำถาม "วันนี้เจออะไรแย่ๆ มาบ้าง?"
โหย.. มาเป็นชุดทีนี้
"เจอคนแซงคิวซื้อตั๋วหนัง"
"เจอคนเหยียบเท้าแล้วไม่ขอโทษ"
ฯลฯ

แปลกนะที่คนเรามีแนวโน้มที่จะจดจำเหตุการณ์ด้านลบ มากกว่าเหตุการณ์ด้านบวก

เคยรู้สึกมั้ยว่าแถวที่เรายืนต่อคิวอยู่ทำไมมันช้ากว่าแถวอื่น
ไอ้รถเมล์คันที่เรารอทำไมมันมาช้าจัง เวลาไม่รอเนี่ยมาจัง
อาหารที่เราสั่งมักจะมาช้ากว่าโต๊ะข้างๆ

มันเป็นแบบนั้นจริงอ่ะ?

ถ้าผมเอาหมึกหยดลงกระดาษขาวสักแผ่นหนึ่งแล้วยกให้ดู ถามว่าเห็นอะไร
ส่วนใหญ่ก็จะตอบว่า เห็นหมึกหยดหนึ่งอ่ะดิ ถามได้
แปลกที่ไม่ค่อยจะมีใครตอบว่า เห็นกระดาษขาว

การสังเกตุเห็นสิ่งที่เป็นลบมากกว่าเป็นบวกของมนุษย์ถือเป็นสัญชาติญาณ เพราะเราต้องระวังภัย ที่จะเกิดขึ้นรอบตัวตลอดเวลา ตั้งแต่ยุคสมัยไหนมาแล้ว

มันเป็นสัญชาติญาณ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็เป็นภัยในความคิดเหมือนกัน

ภัยตรงที่ มันทำให้เรามองไม่เห็นด้านดีๆ แง่งามในหลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต

ลองคิดดูดิ ถ้าเราจดจำได้แต่เรื่องแย่ๆ เราจะเป็นไง ก็ทั้งทุกข์ ทั้งเครียด เหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันเนี้ย..

ไอ้คนที่เหยียบเท้าเรามันเดินไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่เรายังเคียดแค้นอยู่เลย "มึ๊ง.. อย่าให้เจอนะมึ๊ง กูจะเหยียบหน้ามึงคืนเลยคอยดู"

คนเราก็แปลก ไวจริงจริ๊ง กะไอ้เรื่องที่จะทำให้ตัวเองเป็นทุกข์
ทั้งที่บางที รอบตัวเราก็มีเรื่องดีๆ ให้เก็บเกี่ยวไว้เป็นความสบายใจได้ตั้งมากมาย

ม๊ะ..สุขกันเถอะเรา

สมัครงานมาก็หลายที่ ตกงานวิจัยฝุ่นมาก็บ่อย ประสบการณ์การสัมภาษณ์งานก็พอฟัดพอเหวี่ยง
แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้ จับพลัดจับผลู เทิร์นโปร..กลายเป็นคนสัมภาษณ์งานน้องๆ ที่มาสมัครทำงานเสียแล้ว

ที่เล่าให้ฟังไม่ได้จะมาคุย โชว์เหนือโชว์พาวอะไร แต่เซ็งจิตมาก ที่บางคนมันมาแบบ "เกรียน" มาเลย เอ้า..ทำตัวเป็นคนอบอุ่น มองโลกในแง่ดี คิดว่ามันคงไม่ตั้งใจ

1. ไปสายกว่าเวลานัด
เขานัด 10 โมง แม่ผ่าไปเที่ยง ช่วยไปให้ถึงก่อนสัก 15 นาทีได้มั้ย จะมาโทษบ้านไกลเวลาน้อย ไกลสาดดด..ไม่ได้ การไปสายมันแสดงว่า น้องไม่ได้สนใจอยากจะทำงานกะเขาเลย มันเป็นเรื่องของความประทับใจครั้งแรกครับขอโทษ ที่สำคัญ ไปถึงก่อนเวลา จะได้นั่งหายใจหายคอเตรียมตัว ดูความพร้อม ตรวจเช็คช่วงล่าง เครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย (เผื่อเป้าแตก-มาสัมภาษณ์งานไม่ต้องโชว์หวิวขอร้อง) ฟันเฟินเป็นแปลงเกษตรมีผักติดป่าวดูให้เรียบร้อย

2. ขี้วีน
เจอใครแม่หงุดหงิดใส่ ด่าหมด จิ๊จ๊ะ ไม่รู้ว่าเข้าวัยทองหรือไง ทำไมอารมณ์ไม่อยู่กะร่องกะรอย ขอเลยไม่ว่าจะพบบุคคลใดก็ตาม จะอาเจ๊ อาแป๊ อาซิ่ม ที่ไหนก็ช่าง เพราะน้องจะรู้ได้ไงว่าใครเป็นใคร ดวงตกอาจจะไปด่าแม่เจ้าของบริษัทเข้าให้ เห็นแกเป็นเจ๊ๆ ซิ่มๆ งั้นเหอะ อีกอย่างการที่เราไปวีนกับพนักงาน แม้กระทั่งโอเปอร์เรเตอร์/แม่บ้าน มันแสดงว่าเราเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์แย่ เข้ากะคนยาก

3. ตอบคำถามวนไปวนมา
อื้อหืม.. ไม่รู้ใครไปสะกิดมันให้มาสัมภาษณ์งานหรือเปล่า จะไปสัมภาษณ์ทั้งที มันต้องเตรียมตัวหน่อยดิ เขาถามอะไรตอบให้มันมั่นใจ ผั๊วะผะไปเลย อย่าตอบไปแบบงงๆ เสื่อมๆ ไม่มั่นใจ ทำตัวหลุกหลิกลอกแล่ก อย่างกะโจรขโมยทอง อย่าลืมว่ามันมีคนมาสัมภาษณ์แข่งกับเราล้านแปด เราต้องน่าสนใจกว่าคนอื่น

4. ไม่ถาม ฉลาด ว่างั้น
พ่อพหูสูตร รู้ทุกเรื่อง หลายคนครับ พอเขาถามว่า "คุณมีอะไรจะถามมั้ย" ตอบเลย..ไม่มีค่ะ อ่า... มันแปลว่าไรครับ แปลว่าน้องไม่สนใจในบริษัทเขาไง ไม่อยากรู้เหรอ เขาทำอะไรกัน ถ้าเราได้ทำงานนี้ต้องรับผิดชอบอะไร ถามไปเลย

5. โชว์ชาติกำเนิด
ถ้าเขาบอกว่า "ไหนเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวคุณให้ฟังสิ" น้องจะตอบว่าไง? ไอ้คำตอบงี่เง่า ไก่กา ประเภท "ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี" พลีส พลีส ขอร้องเลย ขับไล่มันออกนอกประเทศไปเลย อย่าให้มันได้มีโอกาสกลับมา แล้วอย่าได้เริ่มต้นแบบ "หนูเกิดที่จังหวัดเตียงเก่าค่ะ" จะมาโชว์ชาติกำเนิดทามม๊ายยย.. โอ้ย..ไม่ต้องอ่ะ มันย้อนอดีตเกิ๊น.. เริ่มต้นตรงที่มันดูเกี่ยวกับการงานที่ไปสมัครหน่อย

------------------------------------------------------------------------------------------------
พักชมโฆษณากันก่อนนะครับ เดี๋ยวหน้ามาพบกับ ข้อที่เหลือ

------------------------------------------------------------------------------------------------

6. ใช้ภาษาไม่ถูกาละเทศะ
โอ้ว..พระเจ้า ม่ายๆๆๆ อย่าได้แซ้บของร้อง อย่าได้แสดงความเป็นเด็ก(แซ้บ)ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมออกมา ได้โปรด จะทำงานแล้ว ความรับผิดชอบมันใหญ่หลวงนัก น้องต้องรู้จักแยกแยะว่ากำลังคุยอยู่กับใคร ใช่เพื่อนเหรอๆ

7. นินทาคนอื่น
ถึงแม้ว่าน้องจะเป็นรองก็เพียงแต่ซ้อเจ็ดบีบสิว หรือมีฉายาเจ้าแม่เมาท์แตกเหรียญทองมหาลัยก็เหอะ อย่าได้ทำเชียว สะกิดโดนต่อมนินทาเข้าหน่อย แหม..พรั่งพรูเชียว พลาดไปเขาจะไม่ไว้ใจน้องเลย โหย..ถ้ามันได้มาทำงานที่นี่มันจะแอบนินทาเราป่าวว่ะ อดใจ อดทน อดกลั้นไว้ ถึงปากจะสั่น ก้นกระดกอย่างไร ก็อย่าแม้แต่น้อย

8. ลังเลพอเขาจะขอติดต่อกับบุคคลอ้างอิง
มันลำบากตรงไหน ถ้าพ่อไม่ได้ซุกหุ้น หรือเป็นนักการเมืองโกงกิน ก็ไม่เห็นจะต้องปิดบัง เขาอยากจะโทรไปถามประวัติเรากับใครก็โทรไปดิ๊ อยากโทรๆ เลย ว่างนักใช่มั้ย เราอย่าทำอึกอักเป็นพอ มันชวนให้สงสัย ว่าไปประกอบอาชญากรรม โกหกหรือป่าว

9. โม้
แปลว่าพูดเกินจริงให้ตัวเองดูดี สมัครตำแหน่งพนักงานทั่วไป มันเล่าเสียคุณสมบัติผู้บริหาร มันเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ จะช้าหรือเร็วเขาก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าเราทำได้จริงหรือเปล่า พวกขี้โม้เนี่ย แสดงว่าพ่อเป็นนักการเมืองแน่ๆ สงสัย

10. ขอบคุณสักคำ มันจะตายมั้ย
สัมภาษณ์เสร็จ มันไปเลย สะบัดตูดหายไปอย่างรวดเร็ว มันแสดงออกถึงความไม่มีมารยาท ไม่น่าประทับใจ เราคนไทย ก่อนไปต้อง ขอได้รับความขอบคุณจาก ซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล

เข้าใจมั้ยเนี้ย...!!!


เอากันดื้อๆ ด้านๆ หน้าไม่อายอย่างนี้เลย เห็นเขาเขียนก็อยากเขียนมั่ง

 

1. วันหยุดยาวนี้คนไทยพร้อมใจกันออกนอกประเทศ
และมีแววว่าจะไม่ยอมกลับประเทศ บางรายถึงกับยอมเอาหัวโขกประตูเครื่องบินตายก็มี แต่ประชาชนชาวไทยบางส่วนที่ไม่สามารถเดินทางด้วยเครื่องบินได้ทัน เหตุเพราะตั๋วราคาบาทเดียวมันเต็มตั้งแต่ยังไม่เปิดให้จองเสียด้วยซ้ำ
พูดให้โก้ไปอย่างนั้นเอง ความจริงมันมีให้จองสักใบหรือเปล่าก็ไม่รู้
ประชาชนที่ไม่สามารถออกนอกประเทศไทย ก็พร้อมใจกันเมาแล้วขับ
ยอมตายดีกว่า จะกลับมาเห็นหน้านายกคนใหม่



2. เมืองไทยนั้นยุงโคตรชุม
เพราะเมืองไทยนั้นน้ำเน่าเยอะมาก ทั้งละครน้ำเน่า การเมืองน้ำเน่า มุขเสี่ยวน้ำเน่า แล้วนี่ยังมีเอ็นทรีน้ำเน่าแบบนี้อีก แต่นับว่าชาวไทยยังโชคดี ที่มีราคาน้ำมัน แบบไม่ได้นิ่งนอนใจ ผันผวนวิ่งขึ้นพรวดๆ ทุกวันพร้อมๆ กับค่าครองชีพ ทำให้คนไทยพอใจชื้นได้บ้างว่า ไม่ใช่อะไรๆ จะนิ่งไปเสียหมดทุกอย่าง



3. กอล์ฟ-ไมค์ นั้นดังมาก
มากกว่าที่ชาวเขมรจะรู้
คนไทยเรียกหากอล์ฟ-ไมค์กันทั่วประเทศ
ไม่เชื่อ ลองไปเดินแถว ร้านขายซีดีเถื่อน
ไม่ว่าจะเป็น สะพานเหล็ก พันธ์ทิพ หรือตามต่างจังหวัด
เราก็จะได้ยินชื่อเขาเสมอ "ก๊อบมั้ย" พี่ "ก๊อบมั้ย" แผ่นละร้อยเอง



4. คนไทยนั้นรักการอ่าน
ใครบอกว่าชาวไทยนั้นขี้เกียจอ่าน ความรู้น้อย ปีหนึ่งอ่านหนังสือเฉลี่ยไม่กี่เล่ม
ขอเถียงจนไส้ติ่งสะเทือน
ทุกครั้งที่เดินผ่านแผงหนังสือ
มักจะเห็นคนไทยมุงแผงหนังสือเปิดอ่านฟรีกันให้เพียบเสมอ นิตยสารยับกันทั้งแผง
โดยเฉพาะนิตยสารดาราจะยับมากเป็นพิเศษ ขนาดห่อพลาสติกเอาไว้ยังยับ เล่มไหนไม่ยับ ไม่ต้องน้อยใจ เดี๋ยวสักพัก ก็หายไปจากแผงเอง
ฝั่งพนักงานเก็บเงินก็ได้แต่ผลัดกันถอนผมหงอกแก้ว่าง เพราะชาวไทยขยันอ่านกันจริงจัง อ่านจนจบเล่มเลย ไม่ต้องซื้อกลับบ้านเลย
นอกจากนั้นคนไทยยังเป็นคนที่ไม่ลำเอียงอีกด้วย
อ่านสตาร์กอซซิปแล้ว กลัวทีวีพูลจะเสียใจ
ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ชั้นจะกลับมาอ่านต่อ
วอนรัฐและ "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" น่าจะมาดูดำดูดีกันหน่อย
ควรจะหาเก้าอี้ตั้งไว้ที่แผงขายหนังสือ จะได้ไม่ต้องยืนอ่านให้เมื่อย อยากเห็นประชากรในประเทศฉลาดแต่เส้นเลือดขอดหรืออย่างไรไม่ทราบ

5. คนไทยเกลียดซานตาคลอส
สดๆ ร้อนๆ จากหน้าเมเจอร์รัชโยธิน
เมื่อวานนี้เองที่คนไทยเผาไล่ที่คุณลุงซานต้า ที่หน้าเมเจอร์
แกตั้งใจมาเมืองไทย จะมาแจกของขวัญแท้ๆ
มาวันนี้ ไม่เหลือแม้ร่องรอยคุณลุงซานต้าและบ้านพัก(ชั่วคราว)
ฝั่งชาวชุมชนแออัดเริ่มหวั่นใจ
คนไทยทำไมใจร้าย ทำได้แม้กระทั่งชาวต่างชาติใจดี เขามาแจกของขวัญแท้ๆ (ย้ำ)

 

6. สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เห่อพกจาน ชาม ช้อน ติดตัว มากกว่าพกเครื่องรางของขลัง จตุคามรี่ยังชิดซ้าย
เหตุด้วยหวังว่าจาน ชาม ช้อนจะช่วยให้พวกตนได้จัดตั้งรัฐบาล
แต่หากวืดครั้งนี้ ก็ยังหวังว่าครั้งหน้าคงจะส่งผลให้ชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลไปตามๆ กัน
อ่ะ..งงดิ ก็จาน ชาม ช้อน เป็นพาชนะไง พกติดตัวเอาไว้ รับรอง ไม่มีแพ้ พา-ชนะ

เขียนต่อไปไม่ไหวแล้ว
ทั้งที่ตั้งใจว่าจะเขียนให้ครบ 7
ทำไมต้องเป็น 7 อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับสวรรค์ชั้น 7 ของเจ เจตรินแต่อย่างใด
และไม่เกี่ยวกับบาป 7 ประการด้วย
แต่อยากเขียนให้ได้ 7 แบบคนอื่นเขา หมายถึง คุณบองเต่า ที่เราไป "ก็อปมั้ย" ไอเดียเขามานั่นไง

แต่พอเขียนได้ถึงข้อ 6 เริ่มน้ำตาซึมๆ ด้วยความปลาบปลื้ม
ทนไม่ไหวแล้ว ขอไปเก็บเสื้อผ้าทำทีเป็นชาวต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทยดีกว่า
อย่างว่า..นักเขียนไส้แห้ง จะเอาทุนรอนที่ไหนไปซื้อทีมฟุตบอล เดินทางออกนอกประเทศ
ก็ได้แต่ทำตัวเป็นชาวต่างประเทศแทน
หึ..ขอเว้นวรรคการเป็นคนไทยสักรัฐบาล 1 สมัยจะได้มั้ยเนี่ย


อยากเรียนให้ทุกท่านทราบ​เพื่อ​เป็นอุทธาหรณ์
​โดยเฉพาะ​เพื่อนๆ ​ที่ทำงานในวงการสื่อ
​และสำหรับทุกท่าน​ที่อยากเรียนพิเศษ แต่ไม่อยากสนับสนุนคนขี้โกง

เรื่อง​มีอยู่​ว่า
ทางนิตยสารของเรา (Route Campus Tour-​เป็นนิตยสารขนาดเล็ก แจกฟรีให้​กับนักศึกษามหาวิทยาลัย ตอน​ที่เราเข้า​ไปจัดงาน) ​ได้ลงโฆษณาให้​กับโรงเรียน Metis Education ซึ่งอยู่​​ที่ Tops Supermarket ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ​และ​ได้ตกลงค่าโฆษณา​เป็นมูลค่า 60,000 บาท​ ซึ่ง​เมื่อทางเรา​ได้ลงโฆษณา​และแจกนิตยสาร​เป็น​ที่เรียบร้อย​ จบโครงการ ก็​ได้ขอรับเงินค่าโฆษณา
​โดยทาง Metis ขอผัดผ่อนเรื่อยมา จนกระทั่ง ยอมจ่าย แต่ขอผ่อน 9 งวด
6 งวดแรก จ่ายงวดละ 5,000 บาท​ งวด​ที่ 7-9 จ่ายงวดละ 10,000 บาท​
ทางเรา​ต้องพยายามโทรทวงเสียค่าโทรศัพท์มากมาย​กว่า​จะ​ได้เงินมา แต่ละเดือน จนใน​ที่สุด เดือน​ที่ 8 ก็ไม่ยอมจ่ายอีก ผ่านมากว่า 4 เดือนแล้ว​ ทางเราจึงทำหนังสือแจ้ง​ไปว่า ​ถ้ายังไม่จ่าย ​จะดำเนินคดี

เชื่อไหมว่า คำตอบ​ที่​ได้​คือ ฟ้อง​ไปเลย​ ไม่จ่าย

เหตุผล​ที่เคยแจ้งให้เราทราบ​คือ คนข้างใน​ที่ตกลงซื้อโฆษณา​ไปเปิดโรงเรียนแข่ง
แต่ทางเราก็แจงกลับ​ไปว่า เราลงโฆษณาให้​กับทางโรงเรียน ไม่ใช่ตัวบุคคล

อุทธาหรณ์เรื่อง​นี้ ขอให้​เพื่อนๆ ในวงการสื่อ ระมัดระวัง การโกง ซึ่งๆ หน้า
ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย มีจริงในโลกค่ะ
​โดยเฉพาะโรงเรียน Metis
​และขอให้น้องๆ ​ที่​ต้องการเรียนพิเศษ โปรดอย่าสนับสนุนคนโกง
เลือกเรียนโรงเรียนอื่นๆ นะคะ

รับรองว่า เรื่อง​ราวดังกล่าว​เป็น​ความจริง ไม่​ได้มีการใส่ร้าย
ตอนนี้ทางบริษัท​กำลังหาทางดำเนินการอยู่​ค่ะ

ขอบคุณทุกท่าน​ที่​จะไม่สนับสนุนคนโกงต่อ​ไป
------
เตือนให้ทราบกันทุกคนแล้วนะ

ไม่เจอะกันนาน คิดถึงจังเลย...
มาเป็นเพลงลูกท่งเชียว ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ กับการที่ไม่ได้เข้ามาอัพบลอกเลยเป็นเวลาหลายวัน แต่ก็คิดถึงทุกโคนนนนนะ

ในกรุงเทพอากาศหนาวมั่งไม่หนาวมั่ง ต่างจังหวัดอ่ะ หนาวขี้มูกย้อย ต้องรักษาสุขภาพกันเยอะๆนะ เราเป็นห่วง

พอพูดถึงอากาศก็นึกถึงภาวะโลกร้อน ปรากฎการณ์ที่โลกไม่สามารถระบายความร้อนออกไปได้ ทำให้อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกที่เราอาศัยอยู่มันสูงขึ้น

สาเหตุก็เกิดจากก๊าซเรือนกระจกที่คล้ายฟิลม์บางๆ และมีจำนวนมากเกินไปมาปกคลุมผิวโลก

ก๊าซนี้มันเกิดจาก คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัส-ออกไซด์ และ คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน เหล่านี้ล้วนมาจากการใช้ชีวิตประจำวันของเรา เช่น การใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะนิ่งนอนใจไม่ได้ ต้องช่วยกันลดก๊าซเหล่านี้ นานาชาติจึงร่วมกันจัดตั้ง พิธีสารเกียวโต ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก มาตั้งแต่ 16 ก.พ. 2548

มีเงื่อนไขว่าในช่วงพ.ศ. 2551-2555 ให้ประเทศที่พัฒนาแล้วที่เป็นสมาชิกของพิธีสารเกียวโต ในกลุ่มบัญชีที่ 1 ที่ส่วนใหญ่เป็นประเทศอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย มีพันธต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ร้อยละ 5.2

ก็คือลดก๊าซต่างๆ ที่เราเล่าไว้เบื้องต้นนั่นแหละ

ส่วนไทยเองอยู่ในกลุ่มบัญชีที่ 2 คือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ยังไม่มีพันธต้องลดการปล่อยก๊าซ

แต่ในพิธีสารฯ ได้เปิดโอกาสให้กลุ่ม 1 เข้ามาดำเนินกิจกรรมบางอย่างในประเทศกลุ่ม 2 เพื่อลดการปล่อยก๊าซ

จำนวนก๊าซที่สามารถลดลงได้เรียกว่า คาร์บอนเครดิต

กิจกรรมบางอย่างที่กลุ่ม 1 เข้ามาดำเนินในกลุ่ม 2 ก็คือการเข้ามาซื้อคาร์บอนเครดิตนั่นแหละ เพราะในพิธีสารฯ อนุโลมให้ประเทศในกลุ่ม 2 ขายคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศในกลุ่ม 1 ได้

อ่ะ... งง ดิ งง

การลดคาร์บอนน่ะ ทำได้หลายวิธีตั้งแต่บริหารจัดการโรงงานให้สามารถลดก๊าซมลภาวะอย่างที่เราบอกไปให้ได้มากที่สุด หรือ ปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับก๊าซเหล่านั้น หรือ การใช้พลังงานทดแทน

คราวนี้ถ้าเราทำโรงงาน แล้วโรงงานของเราสามารถลดจำนวนก๊าซได้ เราก็เอาจำนวนก๊าซที่เราลดได้นั้น ขายเป็นคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศในกลุ่ม 1 เข้าใจยัง

หรือเราจะปลูกต้นไม้จำนวนมากๆๆๆๆๆ เพื่อเป็นการดูดก๊าซแล้วขายเครดิตแบบนี้ก็ได้นะ ถ้าเรามีที่มากพอ

ราคาที่เขาซื้อขายกันก็ตันละ USD 15

ปลูกต้นไม้สัก 150,000 ไร่ ไร่หนึ่งสัก 100 ต้น รวมแล้วก็น่าจะได้เงินสัก 45,000 ล้านบาท ไม่ต้องทำมาหากินกันเลย ปลูกต้นไม้ดีกว่า

ใกล้วันพ่อเข้าไปอีกวันแล้วล่ะ วันพ่อมีแค่วันเดียวในจำนวน 365 วัน คงไม่ว่ากันนะถ้าจะเล่าเรื่องพ่อให้ฟังอีกสักวัน

พ่อเขาอายุเลยหลักสี่มาเยอะแล้ว จะถึงหลักหกอยู่ร่อมร่อ เขามีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทของชาวญี่ปุ่นในตำแหน่งระดับผู้จัดการฝ่าย ตอนที่อยู่ด้วยกันเราก็เห็นพ่อทำงานแบบทุ่มเทบ้านช่องไม่กลับบางทีหายไปเลย 3 วัน 3 คืน เวลางานที่บริษัทเร่งๆ ยังเคยถามเขาว่านี่เรามีหุ้นอยู่ในบริษัทนี้ป่าวพ่อ? แต่ความเป็นจริงเราก็คาดเดาได้จากการรับรู้ที่เคยได้คุยกับพ่อเรื่อยๆ เกี่ยวกับที่ทำงานว่า งานที่เขาทำค่อนข้างจะกดดัน เพราะเขาเป็นผู้บริหารคนเดียวที่เป็นคนไทย มันจึงมีเรื่องของการเมืองในที่ทำงานเข้ามาเกี่ยวข้อง

ญี่ปุ่นเป็นชาตินิยม เขามักที่จะส่งคนเข้ามาเรียนรู้งานจากพ่อเสมอๆ เพราะพ่อเป็นนักเรียนทุนญี่ปุ่นระดับแนวหน้า พ่อก็เก่งในวิชาชีพของเขา เก่งมาก เรายืนยันได้เลย

แต่ก็ไม่รู้เพราะอะไรคนที่ถูกส่งมาเรียนงานกับพ่อ มักจะทำตัวเสมือนว่าเขาเก่งกว่าเขารู้มากกว่า แล้วที่แย่กว่านั้นเขาก็มักจะเข้าข้างกันอยู่เสมอๆ เราว่าพ่อคงจะคิดว่า "มึงไม่อยากเรียน ก็บอก จะได้ไม่ต้องสอน ลำบากนักก็ไม่รู้จะมาเรียนทำม๊ายย..." แต่พ่อไม่ใช่เรา คำพูดนี้เลยไม่ได้พุ่งผ่านปากออกไป

บางครั้งคนที่เรียนงานเมื่อไปทำงานจริง ก็ทำพลาด เมื่อพลาดเขาก็โบ้ยมาทางพ่อว่าไม่ได้สอน ห่วงวิชา ว่าเข้าไปนั่น

มันเลยกลายเป็นหนึ่งในหลายๆ สาเหตุที่ทำให้พ่อมักจะเครียดอยู่เสมอๆ ยังไม่นับรวมคนไทยด้วยกันที่คอยจะแทงข้างหลัง เลียนายญี่ปุ่นจนน่าเกลียด หวังจะขึ้นมาแทนที่ในตำแหน่งของพ่อ โอ้...พระเจ้าช่วย ความเครียดทำให้พ่อต้องระวังตัว เก็บกด ดื่มจัด สูบบุหรี่ ขี้โมโห นานวันเข้ามันก็สั่งสมจนในที่สุดมันก็มา

โรคเบาหวาน สมบัติตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น จากปู่มาสู่พ่อ จากพ่อมาสู่เรา(หมอบอกว่าเรามีแนวโน้ม แต่เรารู้ตัวก่อน เบาหวานไม่ได้แอ้มเราหรอก ทุกวันนี้กินน้ำตาลนับเม็ดได้) โรคความดันโลหิตสูง คลอเรสโตรอลก็สูงที่สุดก็ต้องกินยาควบคุมไม่ให้มันสูงเกินปกติ จนหมอก็ออกปากเตือนให้ระวังอยู่เสมอ แต่พ่อเขาก็คิดว่าเขาแข็งแรง คงไม่เป็นไรง่ายๆ ความประมาททำให้เขาก็ยังคงรักษาพฤติกรรมเดิมๆ คิดแต่ว่างานคือชีวิต ไม่ทำงานก็ต้องตาย ไม่มีอะไรกิน สิ่งเหล่านี้มันคือพื้นฐานที่ทำให้พ่อเกือบจะไม่ได้อยู่กับเราอย่างทุกวันนี้

วันดีคืนร้ายของพ่อก็มาถึง พ่อถูกย้ายงานไปทำตำแหน่งที่พ่อบอกว่าเสียดายความสามารถไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถอะไรเลย จริงอยู่ว่ามันอาจจะสบายไม่ต้องทำอะไร แต่บางทีมันก็สร้างความหวั่นใจได้เหมือนกัน พ่อเองก็คงรู้สึกอย่างนั้น แต่เขาก็พยายามสนุกกับงานที่ได้รับมอบหมาย แต่ก็อีกนั้นแหละวิบากกรรมของเขายังไม่หมด เขาโดนสอบสวนว่าทุจริตในการสอบสัมภาษณ์, และโดนข้อหามีเพศสัมพันธ์กับพนักงาน แถมมีพยานเสียด้วยนะ ตอนนั้นเล่นเอาเครียดกันทั้งบ้าน

แต่มันก็ผ่านพ้นมาได้ แม้จะยากลำบาก แต่ความจริงมันก็คือความจริง ช่วงที่พ่อโดนข้อหาเรื่องผู้หญิงเนี่ย แม่เราตลกมาก วิ่งเต้นจนท้ายๆ ร่ำๆ จะกลายเป็นหมอผีไปแล้ว ดีนะที่เรื่องมันจบไปเสียก่อน

วันดีคืนร้ายของพ่อผ่านไปไม่นาน มันคงนึกได้ เลยย้อนกลับมาอีก คราวนี้มันมาตอนที่พ่อกำลังอาบน้ำ จู่ๆ เขาก็เกิดเจ็บแปล็บที่หัวใจขึ้นมา ความเจ็บร้าวมันทำให้ชาไปทั้งแขนด้านซ้าย ลมหายใจเริ่มติดขัด พ่อค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง เพื่อตั้งสติ พร้อมๆ กับรู้สึกว่าเหงื่อออกราวกับออกกำลังกายมาอย่างหนัก เขารู้สึกได้ทั้งๆ ที่กำลังตัวเปียกอยู่ใต้ฝักบัวแท้ๆ

หลังจากวันนั้นพ่อก็ไม่ยอมไปหาหมอ และไม่ยอมบอกใคร ที่ไม่ยอมไปหาหมอเพราะกลัวหมอบอกว่าตัวเองไม่สบายและกลัวการผ่าตัด พูดง่ายๆ ก็กลัวตายนั่นแหละ ส่วนที่ไม่บอกใครเพราะกลัวว่าคนอื่นเขาจะเป็นห่วง พ่อก็ได้แต่หายาสมุนไพรมากินเอง แต่มันก็ไม่สามารถช่วยได้ จนเขาทนไม่ไหวต้องไปพบแพทย์ในที่สุด

อาหมอเพื่อนพ่อก็ให้ยามาทานเพื่อขอดูอาการบางอย่างโดยที่ยังไม่บอกใคร ที่สุดแล้วอาหมอก็บอกว่าพ่อต้องสวนหัวใจหลังจากตรวจสอบคลื่นหัวใจเป็นที่เรียบร้อย

อาหมอบอกให้พ่อเตรียมตัวจัดของนอนโรงพยาบาลได้เลย เพราะต้องรีบผ่าตัดเป็นการด่วนในวันรุ่งขึ้น

ตอนนี้พ่อเริ่มรู้แล้วว่าเครื่องดื่มประเภทอัลกอฮอล์นั้นไม่ดีต่อสุขภาพ (555) หันไปดื่มน้ำเสาวรสแทน แล้วเข้านอน

สักประมาณ 6 ทุ่มของคืนวันนั้น พ่อเริ่มรู้สึกหายใจไม่ออก จนต้องลุกขึ้นมานั่งอยู่คนเดียวในความมืด แต่แม่ก็รู้สึกตัวและหายามาให้ทาน เป็นอย่างนี้ถึง 2 ครั้ง จนแม่เริ่มวิตกเลยโทรไปถามอาหมอ มันเป็นอาการช็อคและต้องรีบไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย เพราะอาการแบบนี้ต้องอยู่ในความดูแลของคณะพยาบาลแล้ว

ทันทีที่เข้าโรงพยาบาลพ่อก็ถูกสั่งห้ามอาหารเพื่อเตรียมรับการผ่าตัด

เมื่อถึงตอนเช้า พ่อถูกนำเข้าห้องผ่าตัดความรู้กลัวก็เริ่มกัดกินหัวใจพ่อทีละน้อยๆ ในขณะที่พ่อนอนอยู่คนเดียวในห้องผ่าตัด รอบตัวพ่อไม่มีใครแม้แต่สักคน มีเพียงอากาศเย็นจัด ที่ชวนให้ขนใต้ชุดคนไข้บางๆ ได้ลุกเกรียว กับมีเพียงอุปกรณ์นานาชนิดในห้องผ่าตัด ซึ่งตอนนี้พ่อไม่มองมันเป็นเพียงแค่อุปกรณ์อีกต่อไป พ่อกลับรู้สึกชิงชังราวกับมันเป็นศัตรู สักครู่เจ้าหน้าที่ก็ค่อยๆ ทะยอยเดินเข้ามาให้ห้องเพื่อเตรียมเครื่องมือ แม้จะมีคนเพิ่มเข้ามาในห้องอันหนาวเย็น แต่กลับไม่มีเสียงอื่นใดนอกจากเสียงเคร้งคร้างของอุปกรณ์ที่กระทบกัน...

Blog Entryนี่แหละ... พ่อผมDec 2, '07 11:05 PM
for everyone
รู้ทั้งรู้ว่าบลอกนี้มักจะมีลูกค้า, เอเจนซี่แวะเวียนกันเข้ามาอยู่บ่อยๆ  ก็ยังจะทะลึ่งบ้องใส่เรื่องส่วนตัวเข้าไปอีก
แต่เราก็รู้มาอีกว่านอกจากคนเหล่านี้แล้ว พ่อเราก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบแอบเข้ามาดูว่าลูกทำไรมั่ง
สบช่องอีก 2 วันเป็นวันพ่อ เลยเอาจดหมายของพ่อมาให้อ่าน ตอนที่เรามีเรื่องกลุ้มใจ โดนลูกน้องยืมเงินไปแล้วหายเงียบไป
----
การปกครองคนต้องเสียสละ  อย่าคิดเอาแต่ได้อย่างเดียว
ลองดูน่ะลูก อยากได้จงให้แล้วก็จะได้มากยิ่งๆขึ้นไป 
สมบัติทั้งหลายเพียงแค่เชยชมสุดท้ายก็จากกันไป  หากมีเหลือเฟือฟาย
ทำทานบ้างจะเป็นไรไปลูก
เรื่องสุขภาพเราไม่ใช่หมอน่ะลูกและถ้ามันเป็นน้อยๆรักษาง่ายกินยาก็หายเป็นมาก
มันแก้ไขไม่ได้  และอย่าเทียบกับพ่อเลย
ตอนนี้เท่ากับพ่อตายไปแล้วหลายๆอย่างที่อยู่ได้เพราะพ่ออธิฐานขอสร้างบุญกุศลก่อน  แต่เขาคงให้เวลาพ่อไม่นานนักหรอก  ขนาดเพื่อนพ่อว่าแข็งแรง
ไม่มีเจ็บไข้ได้ป่วย  บทจะไปก็ไปเลยไปเก็บมะเขือหลังบ้านจะกินกับข้าว
เผาที่วัดสามัคคีไปเรียบร้อยแล้ว แต่คิดอีกแง่หนึ่งเขาก็หมดกรรม
เพราะลูกสาวเขาหนีไม่เข้าบ้านทั้ง 2 คน
เห็นเพื่อนๆบอกว่ามันเที่ยวตามหาไปจนทั่วหมด

รักษาสุขภาพทั้งจิตและร่างกายให้ดีน่ะลูก
รักลูก
พ่อ

______
อยากรู้มั้ยครับว่าลูกน้องที่ยืมเงินไปน่ะเท่าไร หึ หึ รวมแล้วก็เกือบแสนครับ
อืม.. พ่อผมไม่ได้ชื่อแสนดีนะ ขอบอก

ถือเป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง.. ยอมแพ้แก่เพื่อน
จนต้องเอามาแปะไว้
อืมม์..เอาล่ะ ถึงยังไงก็มีเพื่อนเป็นกำลังใจล่ะ(ว่ะ)

หวังว่ากระทรวงหรือสมาคมรักร่วมเพศคงจะไม่รุมตื้บหรือดักเอาทุเรียนตบเรานะ ที่ตั้งชื่อแบบนี้ก็ตั้งด้วยรักและเอ็นดู๊ เอ็นดู 555

มีอยู่ 3 trends ของการตลาดที่เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นทุกที และเรามองว่าทั้งหมดที่ว่านี้จะกลายเป็น trends อมตะนิรันดร์กาลไปอย่างแน่นอน

เทรนด์ที่ให้ความสำคัญกับ กลุ่ม ผู้หญิง, รักร่วมเพศ และ baby boomers (อายุ 40 กว่าขึ้นไปจนถึง 60 ปีซึ่งสมควรจะเกษียณออกไปเล็มกิ่งโป้ยเซียนอยู่ที่บ้านได้แล้ว)

ในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ที่อนุรักษ์นิยมหัวโบราณขนาดไหน ก็ยังต้องหันมามอง ตลาดเกย์
อยากรู้มั้ย เรากำลังพูดถึงเงินจำนวนเท่าไร

ประเมินกันว่าการใช้จ่ายเงินของกลุ่มรักร่วมเพศในสหรัฐอเมริกาในปี 2011 จะสูงถึง 835 พันล้านดอลลาห์สหรัฐ ทั้งที่ปี 2006 น่ะอยู่ที่จำนวน 660 พันล้านดอลฯ เอง นั่นเป็นเพราะมีประชากรชาวรักร่วมเพศเพิ่มขึ้นจาก 15.3 ล้านคนเป็น 16.3 ล้านคนในปี 2011 ดูรายงานเกี่ยวกับตัวเลขได้ที่นี่

- ที่เพิ่มมาเป็น 10 ล้านเนี่ย เกย์เบบี๋เกิดใหม่ หรือ เกย์หน้าใหม่เพิ่งตบเท้าเข้าวงการเกย์หว่า.. -

ในอังกฤษมีประชากรชาวเกย์อยู่ประมาณ 6% ของประชากรทั้งหมด ก็ประมาณ 3.6 ล้านคน ปีๆ หนึ่ง เงินของชาวเกย์ก็สะพัด 130 พันล้านดอลฯ ต่อปี ชายชาวรักร่วมเพศของอังกฤษที่ทำงานประจำมีรายได้ 18,000 ดอลฯ / ปี โดยเฉลี่ยแล้วมีรายได้ต่อปีมากกว่าชายเต็มร้อยเสียอีก (เริ่มชักอยากจะเป็นเกย์นิดๆ แล้ว) สำหรับเลสเบี้ยนจะลดลงมาหน่อยอยู่ที่ 12,000 ดอล/ปี


(http://usualvisual.egologo.transindex.ro/wp-content/pinktv2.jpg)

บ้านเราเองก็เหอะ เมื่อก่อนมีแค่วงการบันเทิงนะที่พูดได้ว่า "วงการนี้กระเทยคุม" แต่เดี๋ยวนี้อ่ะ หล่อนคุมแทบทุกวงการล่ะย่ะ ไม่เว้นแม้กระทั่งวงการคนงานก่อสร้าง 555

เรายังจะอยู่กันที่อังกฤษ เพราะที่นี่ธุรกิจเกี่ยวกับเกย์กำลังเฟื่องฟูมาก โดยเฉพาะธุรกิจ wedding จัดงานแต่งงาน ตั้งแต่ธันวาคม 2005 - ธันวาคม 2006 มีชาวรักร่วมเพศในอังกฤษแต่งงานกันโดยมีผลทางกฎหมายถึง 18,000 คน นั่นเป็นเพราะอังกฤษได้ออกกฎหมายรองรับการแต่งงานของชาวรักร่วมเพศ

เป็นสาเหตุให้ธุรกิจจัดงานแต่งงานมีมูลค่าราว 7 หมื่นล้านปอนด์(สีชมพู)/ปี ในเมืองแมนเชสเตอร์ยังมีการจัดงาน เกย์ เวดดิ้ง เป็นประจำทุกปีอีกด้วย ภายในงานจะมีทุกสิ่งครบครันให้ชาวเกย์อินเลิฟได้เลือกสรร ทั้งสินค้าและบริการต่าง ๆ ตั้งแต่เพชรนิลจินดา สตูดิโอถ่ายภาพ จัดเลี้ยง จัดดอกไม้ ไปจนถึงให้คำปรึกษาทางกฎหมาย เพื่อให้งานแต่งงานออกมาดูดีที่สุดและมีผลทางนิตินัย

งานนี้มันมีไอเดียมาจาก จิโน เมอริอาโน ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจจัดงานแต่งงานที่ชื่อว่า พิงค์ เวดดิ้งส์ ตัวจิโนเอง กับไมค์ (แฟนหนุ่ม) เป็นหนึ่งในเกย์กลุ่มแรกที่แต่งงานกันในอังกฤษ หลังจากที่กฎหมายผ่านออกมาในเดือนธันวาคม 2005

แน่นอนว่าแต่งงานแล้ว ก็ต้องฮันนี่มูน ธุรกิจฮันนี่มูนเกย์ก็น่าที่จะมีมูลค่ามากกว่า 600 ล้านปอนด์ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า

นอกจากในอังกฤษแล้ว ที่เยอรมนี ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ ก็มีกฎหมายอนุญาตให้เกย์ครองคู่กันทางนิตินัย เช่นเดียวกับที่เนเธอร์แลนด์ แคนาดา เบลเยี่ยม และสเปน มีกฎหมายอนุญาตให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้

ส่วนในสหรัฐมีเพียงรัฐแมสซาชูเสตต์เท่านั้นที่มีกฎหมายแบบเดียวกัน ส่วนที่เวอร์มอนท์หรือคอนเน็คติกัดอนุญาตให้เพียงอยู่ด้วยกันได้เท่านั้นฮ่ะ

เดี๋ยววันนี้ตัวแม่ขอตัวไปเริงร่า ฉ่ำโป๊ะ กับแฟนหนุ่มก่อนนะฮ่ะ
อ้อ.. จำเอาไว้นะฮ่ะ อีก 3-5 ปีน้ำจะท่วมโลก แต่ก่อนหน้านั้น เกย์จะครองโลกก่อนฮ่ะ ดัมเบิ้ลดอร์ ก็ช่วยไม่ได้นะฮ่ะ เพราะตานี่ก็ เกย์เฒ่า ดีๆ นี่เองล่ะฮ่ะ นังชะนีโรลลิ่งออกมาให้สัมภาษณ์แล้วฮ่ะ ว่าเฟิร์มๆๆๆ

- end -


Blog Entryไอ โดน แจ็ด ad โดน ใจNov 29, '07 12:14 AM
for everyone

เก๋มากฮ่ะ ซุปเปอร์เกิร์ล ไม่พกถุง ยังเดี้ยง เป็นเอดส์ตายอ่ะ

 

ส่งเร็วขนาดหน่วย swat ยังต้องใช้บริการ

  สกปรกมาก ขนาดไอ้เข้ยังตายคิดดูๆ


Blog Entryงาน concept ของ Bela BorodiNov 28, '07 11:17 PM
for everyone

อีกไม่กี่วันก็จะเป็นเดือนสุดท้ายของปีนี้แล้ว ก็หมายความว่าวันเวลากำลังจะเขี่ยปีพ.ศ. 2550 ทิ้งไปเพื่อที่จะต้อนรับปีพ.ศ.ใหม่ 2551 ในอีกไม่กี่วัน

ปีนี้มีรูปแบบ วิธีทำการตลาด หรือ trends ของการตลาดที่หลากหลาย และก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าปีหน้ามันหลากหลายและดุเดือดยิ่งกว่า เรามี 8 trends การตลาดของโลกที่คิดว่าปีหน้ามันมาหลอกเงินเอาเงินในกระเป๋าผู้บริโภคอย่างเราๆ แน่ๆ

1. บ่งบอกความเป็นคุณ :

http://www.carvariety.com/Web_2006/news/audinews001/002.jpg
(http://www.carvariety.com/Web_2006/news/audinews001/002.jpg)

ฟังดูเชยๆ แต่แบรนด์ทุกวันนี้มักจะมีภาพพจน์ที่บ่งบอกว่าผู้บริโภคแบรนด์นั้นๆ เป็นคนอย่างไร เจ๋ง หรูหรา ทันสมัย อนุรักษ์นิยม ช่างคิด สร้างสรรค์ อันที่จริงมันก็เป็นวิธีการตลาดเดิมๆ ที่เราเคยเห็นกันมาแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่เชื่อเหอะว่ามันก็เหมือนแฟชั่นนั่นแหละ ที่ปีหน้าก็คงจะได้เห็นกันอีกแน่นอน เพราะอะไร ก็เพราะมันได้ผลอ่ะดิ โด่ว..ถามได้

 



2. PREMIUM :

http://www.evian.com/us/wallpaper/wallpaper8_1024.jpg
(http://www.evian.com/us/wallpaper/wallpaper8_1024.jpg)

หวังว่าความหมายของคำๆ นี้คงจะพอให้คุณให้ภาพได้บ้างนะ

อะไรนะ..ไม่เลยเหรอ

อืมม์.. เอางี้ premium เป็นอะไรที่พิเศษ พิเศษจริงๆ พิเศษมากๆ ไม่โหล ไม่บ้าน ไม่เบ ไม่ mass เป็นอะไรที่ limited edition

ความจริง premium trend มันก็ออกหน่อแตกกอมาจาก การทำตลาดที่พยายามจะให้ภาพลักษณ์สินค้าบ่งบอกความเป็นตัวของผู้ใช้นั่นแหละ แต่มันทำให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปอีก เราจะยกตัวอย่าง

ถ้าคุณเป็นคนดื่มน้ำแร่ eviant ด้วยภาพของสินค้า ขณะที่คุณถือน้ำยี่ห้อนี้ มันจะบอกกับคนอื่นๆ ว่าคุณเป็นคนใส่ใจในสุขภาพ มีดีไซน์ หรูหรา ไม่โหล ฯลฯ แต่นั่นคือ eviant ธรรมดา

ทีนี้ถ้าคุณถือขวด eviant แบบ limited edition ที่ผลิตออกมาเป็นจำนวนจำกัดล่ะ โหย..มันก็ยิ่งขับเน้นภาพลักษณ์ของคุณมากขึ้นไปอีก และแน่นอนว่าภาพลักษณ์นั้นมันมีราคาที่ต้องจ่ายมากขึ้น


3. SNACK CULTURE

http://www.dollsthailand.com/images/BK014.jpg
(http://www.dollsthailand.com/images/BK014.jpg)

มันจะเป็นแนวทางการทำการตลาดที่ไม่ยั่งยืน มาแล้วก็ไป

อืมม์..ก็จริงอยู่นะว่าอะไรๆ มันก็ไม่ยั่งยืน

แต่รูปแบบของ SNACK CULTURE มันจะเป็นอะไรที่เหมือนเป็นปรากฏการณ์ของแบรนด์นั้นๆ เป็นรูปแบบการบริการแบบเฉพาะกิจ

คงพอจะเห็นภาพแล้วนะว่ารูปแบบนี้จะใช้ช่วงเวลาสั้นๆ
แค่ระยะเวลาหนึ่งเป็นตัวกำหนด เป็นฤดูกาล

ใช่เลย! แบบช่วงปีใหม่ บริการจัดกระเช้าสินค้า หรือ สปอนเซอร์สักรายจัดกิจกรรมทางการตลาดเกี่ยวกับคอนเสิร์ตที่ตนสนับสนุน



4. online ทุกลมหายใจ

http://www.jennessa.net/img/jennessablog/jen.gif
(http://www.jennessa.net/img/jennessablog/jen.gif)

ทำไงได้ก็ในเมื่อชีวิตทุกวันนี้มันผูกติดกับความเป็นดิจิตอล ออนไลน์ อินเตอร์เนต วิธีทางการตลาดก็ต้องปรับตัวไปตามรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภค

ดูใกล้ตัว อย่างบลอกนี่ไง

ในเมืองนอกฮิตกันระเบิดระเบ้อไปแล้ว มีการนำไปใช้ในทางการตลาดอย่างเอิกเริก ทั้ง myspace facebook
รวมถึง youtube แม้จะไม่ใช่บลอกแต่มันกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดไปแล้ว

ลับมาที่บลอกบ้านเรา ที่ฮิตก็มีกันแต่ 2-3 แห่ง (รวมที่นี่) เองมั้ง
และคาดว่าเร็วๆ นี้ทางสินค้าต่างๆ ก็คงเริ่มที่จะเจียดงบโฆษณามาให้กับเหล่าบลอกเกอร์

ได้ยินว่าสินค้าบางตัวได้เริ่มทำมาบ้างแล้วในการให้สินค้ากับเจ้าของบลอกได้ทดลองใช้ฟรีๆ
เท่านี้ก็จะได้การตลาดแบบ ปากต่อปาก buzz จากเจ้าของบลอกแนะนำต่อๆ กันไป
(แนะนำหนัง ก็ได้ดูหนังฟรี อะไรเงี้ย..)

 


5. รักษ์โลก

http://www.best-trade-car.com/blogpics/toyota-prius1.jpg
(http://www.best-trade-car.com/blogpics/toyota-prius1.jpg)

แฮ่ม..อันนี้แหละ ที่ตอนนี้กำลังฮิตกันอยู่เลย
สินค้าส่วนใหญ่อยากจะช่วยโลกลดความร้อนกันทั้งนั้น มันเป็นสิ่งที่ดี และมันก็ยังจะเป็นแรงเหวี่ยงต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้าแน่นอน

รถหลายๆ ยี่ห้อเริ่มพัฒนารถที่สามารถใช้ได้กับแหล่งพลังงานใหม่ๆ (การลดการใช้น้ำมัน นอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว มันยังช่วยโลกได้อีกด้วยนะ
ลืมกันหรือยังว่าน้ำมันก็มีวันหมดไปจากโลก แต่น้ำใจอ่ะไม่มีวันหมด กริ๊ววว)

พูดถึงน้ำมัน ถ้าเราเลิกใช้กันได้ก็คงดีเนอะ ทุกวันนี้หมั่นไส้พวกกลุ่มโอเปคกันมากเลย ไมเราต้องไปอยู่ในอุ้งมือมันด้วยเนี่ย

นอกเรื่องไปแล้ว.. กลับมาที่บ้านเรา คาดว่าในปีหน้ากระทรวงพลังงานอาจจะมีน้ำมันที่คล้ายๆ โซฮอลล์ออกมาให้ใช้ ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ถึงลิตรละ 5 บาท



6. ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น

จะมามัวทุ่มงบ ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเปะปะ เรื่อยเจื้อยให้กับผู้บริโภคที่มองไม่เห็น นึกภาพไม่ออกอยู่ทำไม มันเปลือง ในเมื่อเดี๋ยวนี้ผู้บริโภคต่างมองหาอะไรต่อมิอะไรแตกต่างกันไปแบบเฉพาะบุคคล แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาต้องการแน่ๆ คือ ความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา

ทางหนึ่งที่ทำได้คือออกเป็นแคมเปญออกมา?
คิดว่าวิธีนี้ดีแล้วหรือยัง
มันจะมีวิธีที่ฉลาดมากกว่านี้มั้ย ที่จะแสดงจุดยืนในแบรนด์ของตน

นึกภาพว่าถ้ามีผ้าอ้อมสำหรับเด็กยี่ห้อหนึ่งไปจัดงาน อีเว้นท์เล็กๆ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อแสดงประสิทธิภาพของผ้าอ้อมของตน

สิ่งที่ได้ตามมาคือ จุดยืนที่ว่า ผ้าอ้อมยี่ห้อนี้มีภาพพจน์ที่แตกต่าง แน่นอน
เพราะไม่ใช่คนทั่วไปที่จะไปเดินเล่นที่สนามบิน
มันบ่งบอกถึงฐานะ

ผ้าอ้อมที่จะช่วยให้คุณแม่เบาใจได้ว่าไม่ต้องยุ่งยากกับการเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกอีกเลยในตลอดเวลาระหว่างการเดินทาง
นี่คือจุดยืน..

และอื่นๆ.. ที่เราว่าคุณที่อ่านอยู่ก็คงจะคิดออกแล้วล่ะ ว่าผลที่ออกมา มันดีกว่าทุ่มเงินทำแคมเปญเป็นไหนๆ เริ่มจากความคิดที่ตลกๆ ผ้าอ้อมกับสนามบินนี่แหละ 55

7. หล่อเลือกได้

ล้อเล่นนะ การตลาดนี้ไม่ได้เกี่ยวกับคนหล่อเลยแม้แต่น้อย มันเกี่ยวกับอะไรก็ตามที่ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ หากคิดว่าเหมาะสมกับตัวมากกว่า

ว่ากันว่าเมื่อนานมาแล้วกระทั่งถึงตอนนี้เราอยู่ในยุคของ generation c
C ที่มาจาก content
ในอีกความหมายหนึ่ง หมายถึง ข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นในโลกไซเบอร์ ทั้งภาพ เสียง ภาพยนตร์ บลอก เพลง

ข้อมูลเหล่ามีนี้มีคนอัพโหลดขึ้นอย่างทะลักทะล้นในทุกเสี้ยววินาที
ตัวผู้บริโภคจะเป็นคนเลือกเองว่าจะรับ content อันไหน

ขอบคุณมั่กๆ ที่เลือกที่อ่านอยู่นี้
บอกได้เลยว่า คุณเป็นคนฉลาด มีรสนิยม ฮ่าาาา..

เอากันให้เห็นชัดๆ ในเรื่องของสินค้า คงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วนะว่า เราสามารถสั่งทำรองเท้าไนกี้ได้ผ่านทางเว็บไซต์ของไนกี้

วิธีการเดิมๆ กับการใช้เครื่องมือใหม่ๆ ใช่แล้วเราหมายถึงใช้ระบบ internet ให้เป็นประโยชน์นั่นเอง

8. มหาชนเป็นตัวกำหนด

http://ebook.truelife.com/news_file/Image/af4_cover.jpg
(http://ebook.truelife.com/news_file/Image/af4_cover.jpg)

กลุ่มนักร้อง AF เป็นตัวอย่างได้ดีมากๆ ในหัวข้อนี้

แม้ในความเห็นของเราอยากจะบอกว่าความสามารถในการร้องเพลงของ AF บางคนมันห่วยบรม ไม่น่าจะได้ออกเทปเลยก็เหอะ

แต่นี่คือตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า อะไรที่ผู้บริโภคพอใจ มันก็ออกมาเป็นสินค้าได้ทั้งนั้น
ถามว่าถ้าเป็นสมัยก่อน คนเหล่านี้ (หมายถึงตัว AF บางคน) จะมีโอกาสได้ออกเทป หรือ มาทำหน้าแป้นแล้นอยู่หน้าสื่อที่เราเห็นอย่างทุกวันนี้มั้ย
ไม่แคล้วโดนค่ายดองเอาไว้ คุณว่ามั้ยล่ะ

แต่วันนี้ พวกเขาทำได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสามารถ และส่วนใหญ่เป็นเพราะพลังมหาชนเป็นตัวกำหนด

ถ้าเทียบว่า AF เป็นสินค้าอย่างหนึ่ง นั่นก็หมายถึงว่า มันจะเป็นอะไรก็ได้ ไม้จิ้มฟัน ยัน เรือรบ




นอกเหนือจาก 8 trends นี้ มันยังมี sub trends ที่ยิบย่อยลงไปในแต่ละ trend เอาไว้จะมาเล่าให้ฟัง


อยากให้คอมเมนท์กันด้วยว่า เนื้อหาสาระ และวิธีการเขียนที่ใช้นำเสนอเป็นอย่างไรบ้าง เพราะในที่นี้ทำให้มันอ่านได้ง่ายขึ้นกว่าที่เขียนลงในนิตยสาร Thai Commerce ที่มองว่าคนอ่านเป็นผู้ใหญ่ จำต้องเขียนให้จริงจังกว่า

แต่ในอีกมุมหนึ่งก็คิดว่า ภาษา มันสร้างความรำคาญในการรับสารหรือเปล่า เอาแต่เนื้อมาเลยไม่ต้องมามุข อะไรอย่างเนี้ย..